กลุ่มมวลชน




กลุ่มมวลชน

กลุ่มมวลชน ผู้ชุมนุมปิดถนนแยกอโศกมนตรี ประกาศกร้าวทุกคนคือแกนนำ สลับปราศรัย ไล่นายกฯ-ปล่อยแกนนำ จัดแฟลชม็อบร้องเพลงชาติ ประกาศยุติการชุมนุม 2 ทุ่ม 
อาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2563 เวลา 19.00 น.สนับสนุนโดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexygaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot , Slot game , Joker slot , Joker slo

เมื่อเย็นวันที่ 18 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงบ่าย 3 โมง ผู้ชุมนุมคณะราษฎร เริ่มทยอยเดินทางมาบริเวณแยกอโศก ถนนสุขุมวิท ตัด ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โดยรถไฟฟ้า

ก่อนลงมารวมตัวกันบริเวณทางเท้าหน้าห้างสรรพสินค้าเทอมินอล 21 ต่อมามีการประกาศปิดสถานีรถไฟฟ้า 10 สถานี จึงมีการโห่ร้องไม่พอใจ กระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมมารวมตัวกันมากขึ้น จึงเดินเท้าไปรวมตัวกันบริเวณผิวจราจรบนถนนอโศกมนตรี

บริเวณหน้าซอยคาวบอย จนมวลชนมาเพิ่มมากขึ้นกว่า 6,000 คน จนต้องขยายพื้นที่ปิดการจราจรหมดทุกช่องทาง โดยมีกำลังตำรวจดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจร

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมว่า ไม่มีการตั้งเวทีหรือมีแกนนำปราศรัยแต่อย่างใด ก่อนประกาศว่าทุกคนที่มาร่วมชุมนุมคือแกนนำ ก่อนสลับสับเปลี่ยนกันใช้โทรโข่งขึ้นพูดแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆนานารวมถึงประกาศข้อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก

และปล่อยตัวแกนนำที่ถูกจับกุมตัว โดยมีการใช้สัญญาณมือส่งต่อๆกันไป เนื่องจากมวลชนจำนวนมากไม่สามารถได้ยินเสียงได้ชัดเจน กระทั่งเวลา 18.00 น. มีการประกาศให้ยืนตรงร้องเพลงชาติร่วมกัน และทำกิจกรรมแฟลชม็อบ ก่อนกลับมาสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นพูด ก่อนมีการประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 20.00 น. ต่อไป …

ประมวลภาพการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่รับมือ การชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร 2563” ในวันที่ 16 ต.ค. 2563 ซึ่งนัดรวมตัวกันที่แยกราชประสงค์ ก่อนเปลี่ยนกำหนดการก่อนเวลานัดหมายไปที่แยกปทุมวัน

นับเป็นการรวมตัววันที่ 3 หลังจาก การนัดหมายชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และในวันที่ 15 ต.ค. 2563 ที่แยกราชประสงค์ และเป็นการสลายการชุมนุมครั้งที่ 3 ในรอบเดือนด้วยเช่นกัน

16 ต.ค. 2563 เจ้าหน้าที่เตรียมรับมือการชุมนุมอย่างเข้มข้น ด้วยการปิดการจราจรบริเวณโดยรอบแยกราชประสงค์ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคณะราษฎร เข้าไปใช้พื้นที่ในการชุมนุม โดยทำการปิดการจราจร 3 เส้นทาง ได้แก่

1.ถนนราชดำริ ตั้งแต่แยกประตูน้ำ ถึง แยกราชดำริ 2.ถนนเพลินจิต ตั้งแต่แยกชิดลม ถึงแยกราชประสงค์ และ 3.ด้านถนนพระราม 1 ตั้งแต่แยกเฉลิมเผ่า ถึง แยกราชประสงค์

โดยจะปิดการจราจรจนกว่าสถานการณ์จะปกติ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดไม่ให้ประชาชนใช้เดินทางเชื่อมรถไฟฟ้าหรือทางเดินสกายวอล์ก ตั้งแต่เวลา 14.30 น.เป็นต้นไป

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบการควบคุมฝูงชน ได้รับคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมาย 100 เปอร์เซ็นต์ ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง มีการเตรียมรถควบคุมผู้ต้องขัง ไว้รองรับ 20 คัน พร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมตัว หากพบมีการฝ่าฝืนรวมกลุ่มทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จะถูกควบคุมตัวทันที

ต่อมาเมื่อผู้ชุมนุมเปลี่ยนจุดนัดหมายเป็นแยกปทุมวัน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงข่าวประกาศขยายการควบคุมพื้นที่และการจราจรเพิ่มเติม โดยปิดการจราจรเพิ่มบริเวณถนนพญาไท ตั้งแต่แยกราชเทวีถึงแยกสามย่าน และปิดการจราจรถนนพระราม 1 เพิ่มเติมจากแยกเฉลิมเผ่าต่อเนื่องแยกเจริญผล

นอกจากนี้ยังประกาศห้ามประชาชนเข้าพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม สนามกีฬาแห่งชาติ, และราชเทวี รวมถึงทางเชื่อมระหว่างอาคารและสกายวอล์ก และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สามย่าน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ผ่านมาไปจนถึง 02.00 น. (17 ต.ค.) หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือเป็นภารกิจของทางราชการ

สำหรับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ประกาศงดให้บริการ 5 สถานี ประกอบด้วยสถานีสยาม, สนามกีฬาแห่งชาติ, ราชเทวี, ราชดำริ และชิดลม รวมทั้งสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสามย่านโดยไม่กำหนดเวลากลับมาให้บริการ

ส่วนบรรยากาศที่แยกปทุมวันมีผู้ชุมนุมมารอตั้งแต่ 15.00 น. โดยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเยาวชนและนักเรียน ทยอยเดินทางมาเข้าร่วม จนเริ่มหนาตาขึ้นในเวลา 17.00 น.

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนเริ่มเคลื่อนย้ายกำลังเข้าพื้นที่ถนนพญาไท สยามสแควร์ และหน้า MBK

เวลาประมาณ 18.30 น.

เจ้าหน้าที่ ตชด. 43 ได้เคลื่อนพลจากแยกเฉลิมเผ่าไปที่แยกปทุมวันซึ่งมีการชุมนุมอยู่จำนวน 2 กองร้อย พร้อมรถฉีดน้ำแรงดันสูงอย่างน้อย 2 คัน โดยกั้นแถวเป็นแนวยาวปิดถนนไว้ และได้เกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่พยายามสร้างแนวกีดขวางเจ้าหน้าทีท่ามกลางฝนที่ตกหนัก

เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการฉีดน้ำและน้ำผสมสารเคมีสีฟ้าเข้าใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะจนถอยร่นไปทางจุฬาฯ และเข้าควบคุมพื้นที่แยกปทุมวันได้ในเวลาประมาณ 20.00 น. ในขณะที่ยังมีผู้ชุมชุมกระจายตัวอยู่ประปรายในพื้นที่

เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ที่บริเวณแยกสามย่านซึ่งเป็นจุดร่วมตัวของผู่ชุมชุม ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง ได้ประกาศผ่านรถขยายเสียงอีกครั้งว่ายุติการชุมนุม และพรุ่งนี้ (17 ตุลาคม) จะนัดชุมนุมใหม่

ช่วงเวลา 22.00 น. ที่แยกปทุมวัน เจ้าหน้าที่ประกาศผ่านเคลื่องขยายเสียง ให้นักข่าวและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแยกออกจากกลุ่มผู้ชุมนุม แล้วให้นักข่าวและช่างภาพไปรวมกันด้านหลังเจ้าหน้าที่ ใครฝ่าฝืนคำสั่งจะถูกจับกุม ทำให้เกิดการประทะคารมกันเพราะบางสำนักข่าวยังรายงานสดต่อเนื่อง

ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 44 วรรคแรก บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบนี้เป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญของทุกประเทศได้บัญญัติรับรองไว้มาช้านานแล้ว ดังเช่นประเทศไทยได้เริ่มรับรองเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 14 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2475 เป็นต้น ฯลฯ ความหมายของเสรีภาพในการชุมนุมและขอบเขตการใช้เสรีภาพนั้นปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีคำพิพากษาฎีกาและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ จึงขอเทียบเคียงจากแนวคำพิพากษาศาลสูงสุด (Supreme court) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญอย่างสูงยิ่งต่อการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยศาลสูงสุดได้อธิบายไว้ในคดีหนึ่งว่า

“สิทธิในชุมนุมและการร้องทุกข์เป็นรากฐานของระบบการปกครองของสหรัฐ ความคิดในการปกครองโดยมีรูปเป็นสาธารณรัฐนั้น หมายถึงสิทธิของพลเมืองที่จะพบกันอย่างสงบเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับกิจกรรมสาธารณะและที่จะร้องทุกข์เพื่อให้มีการแก้ไขความทุกข์ร้อน” (United States V. Cruikshank, 92, U.S. 542, 552, 1876)

เสรีภาพในการชุมนุมตามมาตรา 44 นั้น รัฐธรรมนูญ มิได้กำหนดรายละเอียดขั้นตอนไว้ว่าจะทำได้อย่างไร ดังนั้น จึงสามารถทำได้เมื่อเห็นสมควรโดยไม่จำต้องขออนุญาตจากทางราชการและในทางปฏิบัติทางราชการทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะคอยอำนวยความสะดวกให้ เช่น การจัดการจราจร การดูแลความปลอดภัย การจัดระบบสุขาให้ ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนใช้เสรีภาพได้อย่างเต็มที่

          อย่างไรก็ดี การใช้เสรีภาพในการชุมนุมนั้นอาจถูกจำกัดขอบเขตได้โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเอง กล่าวคือ

          ประการแรก เป็นการจำกัดตามวรรคสองแห่งมาตรา 44 นั้นเองซึ่งบัญญัติว่าให้จำกัดได้ “เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างที่ประเทศอยู่ในภาวการณ์สงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”

          ดังนั้น ในเวลาไม่ปกติเช่นตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2495 ซึ่งห้ามการชุมนุมกันเกินกว่า 5 คนขึ้นไป นอกจากนั้น ผู้ชุมนุมต้องระวังมิให้ละเมิดกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น ผู้ชุมนุมจะต้องไม่กีดขวางทางเดิน ทางจราจรทางบก กฎหมายทางหลวงจะต้องไม่สร้างสิ่งก่อสร้างที่ขัดต่อกฎหมายควบคุมอาคาร ไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลในที่สาธารณะไม่อาบน้ำตากผ้าอย่างไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง หรือทำให้เสียทรัพย์สินของประชาชน หรือของทางราชการเสียหายซึ่งเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นต้น ฯลฯ สำหรับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหากจะให้เสรีภาพในการชุมนุมก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 64 แห่งรัฐธรรมนูญ ฯ 2540 ในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจรรยาบรรณด้วย ฯลฯ

          ประการที่สอง เป็นการจำกัดโดยวิธีการใช้เสรีภาพของประชาชนเองโดยมาตรา 28 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และใช้สิทธิภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ฯลฯ ” และมาตรา 67 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย”

ป้ายกำกับ:

Related Post