กัญชา รักษาได้จริงไหม




จากกระแสการรักษาจาก กัญชา ที่เคยโดนมองว่าเป็น ยาเสพติด กลับทำให้กลายเป็น ยา คนทั่วไปควรมีสิทธิ์ ในการใช้เพื่อรักษาตัวเอง และควรที่จะให้มี การศึกษาในเรื่องของ กัญชาอย่างแพร่หลาย ที่จะนำไปสู่การใช้อย่างถูกต้อง จากการสำรวจในปัจจุบัน พบว่าคนไทยแอบใช้กัญชาราว 2 ล้านคน แต่มีการขึ้นทะเบียน ให้ถูกต้องเพียงหมื่นคนเท่านั้น

นอกจากนี้กระแสในเรื่องของ การนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศ ทำให้เกิดความเป็นห่วงว่า จะเป็นการผูกขาดกลุ่มทุน ทั้งที่ประเทศไทย ก็มีศักยภาพในการปลูก พัฒนาสายพันธุ์ มีกระบวนการผลิตที่เหมาะสม จนกระทั่ง การใช้ในเชิงการแพทย์ แต่อาจเป็นปัญหา ในทางข้อกฎหมายที่ต้องนำเข้า เนื่องจากปริมาณกัญชา ในประเทศไม่เพียงพอ ในงานสัมมนา ” Young Smart Farmer SHOWCASE’ วันที่ 23 พ.ค. 2562″

ที่เน้นในเรื่องการผลักดันให้กัญชา เป็นสมุนไพรที่สามารถใช้รักษาโรคได้ และควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการปลูก สกัด และใช้เพื่อรักษาตนเอง เป็นที่รู้ดีว่า กัญชาสามารถ รักษาโรคทางประสาทได้ ในประเทศยุโรปเอง ไม่ได้จำกัดว่า ต้องใช้กัญชากับโรคใด แต่ให้อยู่ในวิจารณญาณของแพทย์เป็นผู้กำหนด ในเด็กที่เป็นโรคลมชักชนิดรุนแรง พบว่า สาร CBD ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตได้มากขึ้น winner55

ในกลุ่มชมรมใต้ดิน ที่มีการใช้กัญชา กับเด็กสมองพิการ ช่วยลดค่าใช้จ่าย จากยากันชักที่มีราคาสูงถึง 8,000 บาทต่อเดือน และในกลุ่มโรคอาการแข็งเกร็ง และการบิดของกล้ามเนื้อ ที่เกิดจากการผิดปกติของสมอง ความผิดปกติของไขสันหลัง รวมถึงความผิดปกติ ของเด็กหลังคลอด ที่มีอาการสมองพิการ หรือมีการเจริญเติบโตผิดปกติ

เป็นกลุ่มที่ได้รับกัญชา แล้วอาการดีขึ้น ส่วนในผู้สูงอายุ ยังใช้ลดความเจ็บปวดทรมาน เช่น พวกข้ออักเสบ เส้นเอ็นแล้กล้ามเนื้อ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ต้องใช้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์รุนแรง กัญชายังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ในการรักษาอาการหดหู่ และซึมเศร้าได้ เพราะการใช้ในปริมาณน้อย จะส่งผลให้แคนนาบินอยด์ในร่างกาย สามารถทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะการนำมาช่วยเหลือ

กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งในระยะสุดท้าย เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด ที่เกิดขึ้นจากโรค เสริมสร้างแคนนาบินอยด์ เพื่อช่วยปรับสภาวะทางอารมณ์ และมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องรักษาควบคู่ ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม กัญชายังมีข้อห้ามใช้กับ กลุ่มคนที่เป็นโรคจิต Schizophrenia หรือโรคจิตเภท ซึ่งกัญชามีฤทธิ์ทางจิต จากรายงานในวารสาร Annals of Internal Medicine ในเดือนมีนาคม 2562 

พบว่า อาการทางจิต จากการเสพกัญชานั้นเกิดขึ้นได้ ซึ่งผู้เสพใช้การกิน หรือหยดน้ำมันใต้ลิ้น แบบ Overdose แทนที่จะเป็นการสูบ ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะกัญชาออกฤทธิ์ช้า โดยจะออกฤทธิ์ได้ตั้งแต่ 1-4 ชั่วโมง ผู้เสพจึงต้องหยดซ้ำๆ เพื่อเร่งการออกฤทธิ์ ทำให้มีแนวโน้มได้รับสารในปริมาณสูงเกินไป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ กับผู้เสพที่อาจเป็นโรคจิตอยู่แล้ว แต่ไม่มีรายงานกับคนที่มีจิตใจปกติ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรายังต้องระวังในพิษของกัญชา เพราะการใช้สารสกัดกัญชา ในทางการแพทย์ไม่มีสูตรตายตัว ดังนั้นแพทย์ต้องวิเคราะห์ว่า สารสกัดจากกัญชา จะตอบสนองกับตัวรับกัญชา ภายในร่างกายของผู้ป่วยอย่างไร เพื่อให้สารกัญชา สามารถสั่งระบบประสาทเพื่อการรักษา ได้อย่างเหมาะสมตามอาการของโรค

การนำไปใช้อย่างผิดวิธี ยังเป็นเรื่องที่อันตราย เช่น การหยดกัญชาใต้ลิ้นเกินขนาด บางครั้งอาจไม่ออกฤทธิ์ทันที ซึ่งอาจหน่วงเวลาได้ถึง 2 ชั่วโมง และทำให้เกิดอาการมึนเมา ความดันตก ชีพจรต่ำผิดปกติ อาจวูบจนถึงขั้น อันตรายต่อชีวิตได้ การใช้กัญชาอย่างต่อเนื่อง หรือใช้มากกว่า 100 วันต่อปี จะเป็นการเสพติด จนเกิดโทษได้ ซึ่งหากมีการติดกัญชามาก อาจทำให้เกิดอาการทางจิต หรืออาจกลายเป็นโรคจิตได้ หากมียีนเด่นบางชนิด ที่อยู่ในร่างกาย ที่มีส่วนกระตุ้น ให้เป็นคนไม่สมประกอบได้ การใช้กัญชา จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง

สรุปแล้ว กัญชา ที่เป็นพืชสมุนไพร สุดโด่งดังในตอนนี้ สามารถให้อะไรกับเราได้ทั้งประโยชน์ และโทษที่ถึงชีวิต ดังนั้น การใช้กัญชาควรอยู่ภายใต้ การดูแลของแพทย์ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่า การใช้กัญชานี้ ทำเพื่อประโยชน์ทางการรักษาจริงๆ นับเป็นความหวังสำคัญ สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับ โรคร้ายในปัจจุบัน เช่น ลมชัก พาร์กินสัน มะเร็งท่อน้ำดี เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยปลดล็อค ให้งานวิจัยไทยที่ค้นพบ สารสกัดจากกัญชา ได้ใช้ปัญญาจากการวิจัย เพื่อประโยชน์ในการผลิตตัวยา รักษาชีวิตคนไทย ได้อีกมากมาย และรางวัลพิเศษ คือ การลดภาระจากต้นทุน ยารักษาที่นำเข้าจากต่างประเทศได้อีกมหาศาล

หากสนใจเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม

สนับสุนนบทความโดย Joker Game   joker game  ,  joker slot

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Related Post