การสื่อสารในระบบบริการสุขภาพ




การสื่อสารในระบบบริการสุขภาพ

การสื่อสารในระบบบริการสุขภาพ ผู้กำหนดประเด็นการวิเคราะห์ วิจารณ์ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงความคิด ความรู้สึกของคนอื่นที่ต่างไปจากตนเอง จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้กว้างขวางขึ้น และผลสะท้อนความคิดเห็นเป็นการอภิปราย จะทำให้ได้ข้อสรุปที่หลากหลาย หรือมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงการทำงานเป็นทีม

บทบาทของสมาชิกที่ดีที่จะทำให้งานสำเร็จ การควบคุมตนเองและการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น องค์ประกอบจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งด้านความรู้ และเจตคติในเรื่องที่อภิปราย การที่ผู้เรียนจะอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นได้มากน้อยแค่ไหน เป็นไปตามเนื้อหาที่จะสอนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับใบงานที่ผู้สอนจัดเตรียม ซึ่งประกอบไปด้วยประเด็นอภิปรายหรือตารางวิเคราะห์เพื่อให้ผู้เรียนทำได้สำเร็จ

                                 1.3  ขั้นความคิดรวบยอด (Concept) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหา จากการบรรยายของผู้สอน การมอบหมายให้อ่านจากเอกสาร ตำรา หรือได้จากการสะท้อนความคิดเห็นหรืออภิปราย นอกจากนี้

ผู้สอนอาจจะสรุปความคิดรวบยอดให้ จากการอภิปรายและการนำเสนอของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ผู้เรียนจะเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด ซึ่งความคิดรวบยอดนี้จะส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงเจตคติ หรือความเข้าใจในเนื้อหาขั้นตอนของการฝึกทักษะต่างๆ ที่จะช่วยทำให้ผู้เรียนปฏิบัติได้ง่ายขึ้น

1.4 ขั้นการทดลอง/การประยุกต์แนวคิด (Experimentation/ Application) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้ทดลองใช้ความคิดรวบยอดหรือผลิตขั้นความคิดรวบยอดในรูปแบบต่างๆ เช่น การสนทนา การทำแผนภูมิ ฯลฯ เป็นการแสดงถึงผลของความสำเร็จของการเรียนรู้ในองค์ประกอบที่ 1 ถึง 3 ผู้สอนสามารถใช้กิจกรรมในองค์ประกอบนี้ ในการประเมินผลการเรียน    การสอนได้

ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบมีส่วนร่วม จำเป็นต้องจัดกิจกรรมให้ครบทั้ง 4 ขั้น และทั้ง 4 ขั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะขั้นการสะท้อนและอภิปราย (Reflection and discussion) และขั้นความคิดรวบยอด (Concept) ซึ่งทั้ง 2 ขั้นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้ดึงข้อมูลเก่า

หรือรับข้อมูลใหม่บางส่วนก่อนเพื่อนำไปสู่การอภิปราย และประยุกต์ใช้ สำหรับระยะเวลาของแต่ละขั้นขึ้นอยู่กับความสำคัญของขั้นนั้นๆ เช่น ถ้าเนื้อหาที่สำคัญมากก็อาจใช้เวลามากในขั้นประสบการณ์ หรือถ้าผู้สอนมีประเด็นในการอภิปรายที่สำคัญและมาก ก็อาจจะใช้เวลาในการอภิปรายมากกว่าขั้นความคิดรวบยอด

2. การบูรณาการการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

          การบูรณาการการจัดการเรียนรู้ที่สำคัญต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มี 3 วิธี (สุมณฑา พรหมบุญ และอรพรรณ พรสีมา. ออนไลน์) ได้แก่

2.1 กระบวนการกลุ่ม (Group process) เป็นการจัดสถานการณ์การเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ได้มีปฏิสัมพันธ์กันโดยมีแนวคิดการกระทำและแรงจูงใจร่วมกัน แบ่งหน้าที่ช่วยเหลือกันและกันในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การทำงานเป็นกลุ่มที่ดีจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่าผลรวมของประสิทธิภาพ  

หลักการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มจะให้ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมให้มากที่สุด  ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากกลุ่มให้มากที่สุด ฝึกให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ได้ กระบวนการกลุ่มเป็นการเรียนรู้ที่ยึดหลักการค้นพบและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบ และพบคำตอบด้วยตัวเองการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่ม (ประพันธศิริ  สุเสารัจ.  2540 : 40)

2.2  การเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ (Cooperative learning) เป็นวิธี    การเรียนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ สมาชิกแต่ละคนจะต้องมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยน     

  ความคิดเห็น และการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน สมาชิกแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง พร้อมกับการดูแล เพื่อช่วยให้สมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความสำเร็จของแต่ละบุคคลคือ ความสำเร็จของกลุ่ม ความสำเร็จของกลุ่ม คือ ความสำเร็จของ   

  ทุกคน การเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ มีหลักการบางประการที่คล้ายคลึงกับการเรียนแบบกระบวนการกลุ่ม แต่แตกต่างกันในรายละเอียด เช่น โดยหลักการผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ เหมือนกัน แต่สมาชิกกลุ่มย่อยของการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ จะต้องประกอบด้วยผู้เรียนที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแต่ละคนได้นำศักยภาพของตนมาเสริมสร้างความสำเร็จของกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสช่วยเหลือกัน สมาชิกของกลุ่มต้องมีปฏิสัมพันธ์กันในเชิงบวก จะต้องไว้วางใจกัน ยอมรับในบทบาทและผลงานของเพื่อน กิจกรรมขั้นเตรียมผู้เรียนจะต้องฝึกฝนทักษะทางสังคมเพื่อการทำงานกลุ่ม 

ความหมาย การสื่อสาร (Communications) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า Communis แปลว่าความเหมือนกันหรือร่วมกัน การสื่อสารหมายถึงกระบวนการถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ประสบการณ์ หรือความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านอุปกรณ์เข้ารหัสหรือสื่อที่อาจเป็นการพูด การเขียน การพิมพ์ การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ การแสดงหรือการจัดกิจกรรม ไปยังผู้รับสารซึ่งจะเป็นผู้ถอดรหัส มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการรับรู้ ความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารร่วมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน หากผู้ส่งสารกับผู้รับสารใช้รหัสคนละชุด เช่น การใช้ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อค่านิยมที่แตกต่างกันอาจไม่สามารถเข้าใจข้อมูล ข่าวสารร่วมกันได้อย่างถูกต้อง สำหรับการสื่อสารในระบบริการสุขภาพนั้น หมายถึงการสื่อสารเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพตามสิทธิ์ ทำให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยและตอบสนองด้วยความพึงพอใจต่อบริการทางสุขภาพ

ความสำคัญ การสื่อสารในระบบบริการสุขภาพที่ดีจะช่วยทำให้ผู้รับบริการในสถานพยาบาลสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างถูกต้อง ผู้ใช้บริการในระบบบริการสุขภาพมีความคาดหวังในการรับบริการที่ดี ดังนั้นการสื่อสารจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อความเข้าใจ ข้อมูลต่างๆ หากสื่อสารได้ดี มีประสิทธิภาพนอกจากจะสามารถประสานงานต่างๆ ทำให้ระบบริการสุขภาพมีความราบรื่น ผู้ป่วยและญาติสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องหรือเลือกรับบริการได้อย่างเหมาะสม สามารถลดความวิตกกังวล ลดความกลัว สร้างสัมพันธภาพความไว้วางใจร่วมกัน สร้างบรรยากาศที่ดีและลดช่องว่างในระบบบริการสุขภาพ ถึงแม้คุณภาพการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลจะดีเลิศขนาดไหน หากการสื่อสารในระบบบริการสุขภาพมีความบกพร่องก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ เกิดความไม่สบายใจ ไม่พึงพอใจหรือรุนแรงจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ในระบบบริการสุขภาพกับผู้รับบริการ นำไปสู่ปัญหาการร้องเรียนเรื่องต่างๆ ตามมาภายหลังได้

หากการสื่อสารในระบบบริการสุขภาพดีจะทำให้ผู้รับบริการสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและคนใกล้ตัวได้ ช่วยป้องกันการติดต่อของโรคระบาดต่างๆ ได้ เป็นการลดภาระของสถานพยาบาล ลดต้นทุนในการบริการสุขภาพ บางกรณีสามารถป้องกันการสูญเสียจากการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

ความคาดหวังของผู้รับบริการในระบบบริการสุขภาพ(Legitimate universal expectation)

๑. มีความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการ (Equity)โดยไม่มีปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม เชื้อชาติ เพศ ฯลฯ เป็นอุปสรรค มีสิทธิในการรักษาพยาบาลและการรับรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของตนเองและญาติ ขณะที่บางคนอาจให้ปิดเป็นความลับ ความต้องการร่วมตัดสินใจ

๒. ประสิทธิภาพ (Efficiency) ทุกคนต้องการเสียน้อย ได้ผลตอบแทนทางด้าน

สุขภาพสูงสุด มีสิทธิในการเลือก

๓. คุณภาพ (Quality) มีความต้องการทั้งคุณภาพทางด้านเทคนิค (Technical quality) และคุณภาพเชิงสังคมจิตวิทยา (Psycho-social quality)

๔. ต้องการความใส่ใจในทันที (Prompt attention)

สิ่งที่บุคลากรในระบบบริการสุขภาพต้องเติมเต็ม

๑.มีความเข้าใจในกระบวนการสื่อสาร “SMCR” และกระบวนทัศน์ในการ

สื่อสาร ณ ปัจจุบันซึ่งมีความเป็นพลวัตร

๒. ตระหนักถึงการให้บริการผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มีภาวะต้องพึ่งพิงในการดำรงชีวิต ผู้สูงอายุซึ่งจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

๓. ตระหนักถึงการสื่อสารอย่างมีความรับผิดชอบ

๔. ตระหนักถึงศักดิ์ศรีของผู้รับบริการและแนวทางยกระดับคุณภาพการบริการโดยให้ผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง (Patient centeredness) รวมทั้งสิทธิของผู้ป่วย (Patient right)

๕. ต้องฝึกทักษะในการสื่อสารทั้ง วจนะภาษาและ อวจนะภาษา รวมทั้งการเจรจาต่อรองหรือการประนีประนอม

๖. เข้าใจกระแสทางด้านสุขภาพแนวใหม่ของคนในยุคสมัยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีความรู้ด้านวิทยาการหรือเกี่ยวการการพยาบาล การดูแลสุขภาพที่ทันสมัย

๗. รู้เท่าทันและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางสังคม..”สังคมหลังยุคนวนิยมหรือหลัง

สมัยใหม่ (Post Modern)” และ “MetaModern” สังคมที่เทคโนโลยีและสารสนเทศเข้ามาควบคุมการใช้ชีวิตของคนทำให้คนในสังคมมีแต่การคำถามมีข้อสงสัย สับสน แปรปรวนในระบบคุณค่า พร่าเลือนพรมแดนในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ชอบของเสมือนจริง ไม่มีกฎเกณฑ์ มีความหลากหลาย แยกย่อย กระจัดกระจายมีความเฉพาะของตนเอง ไม่มีอุดมการณ์ เชื่อว่าไม่มีความจริง ชนชั้นทางสังคมไม่มีความหมายมากเหมือนเดิม ระบบรัฐสวัสดิการ (Welfare State) น้อยลง ต้องพึ่งตนเอง การแข่งขันสูง ใช้ระบบตลาดมากขึ้น

รูปแบบกระบวนการสื่อสาร ( Communication Process)

ยังคงใช้กระบวนการ SMCR ของ Berlo Model อธิบายได้ตลอดหลายทศวรรษ เพียงแต่มีความเป็นพลวัตรที่เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม

S M C R

SENDER ผู้ส่งสารที่มีประสิทธิภาพและจะทำให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้

Skill : Communication Skillsมีทักษะในการส่งสาร สามารถใช้ภาษาพูดที่ชัดเจน ถูกต้อง ฟังง่าย เป็นจังหวะน่าฟัง หากเป็นการสื่อสารด้วยช่องทางการเขียนก็ต้องมีความสามารถในการเลือกใช้ถ้อยคำที่ง่ายต่อการเข้าใจและถูกต้องตามหลักภาษาที่ต้องการจะสื่อสาร

Encode : มีความสามารถในการเข้ารหัสเนื้อหาข่าวสาร

Naturalize : สามารถปรับกระบวนการสื่อสารให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ เข้าใจระบบสังคมและขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของผู้รับสาร ข้อบังคับทางศาสนา ประเพณีท้องถิ่นที่ยึดถือปฏิบัติ (Socio – Culture System) เช่น วัฒนธรรมการกินอยู่

Drill : การฝึกฝน การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพไม่ใช่เป็นเรื่องของพรสวรรค์ แต่สามารถฝึกฝนได้ โดยเฉพาะเรื่องเทคนิคการใช้ภาษาต่างๆ การฝึกฝนให้มีความเชี่ยวชาญหรือมีความชำนาญในการใช้ช่องทางการสื่อสาร บุคลิกท่าทางที่เหมาะสม

Resolve : สามารถวิเคราะห์หรือตัดสินใจในเรื่องที่สื่อสารได้ ดังนั้นต้องมีความรู้อย่างดีในข้อมูลข่าวสาร มีเทคนิคในการปรับระดับของข้อมูลนั้นให้เหมาะสมและง่ายต่อระดับความรู้ของผู้รับ ตลอดจนพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับผู้รับสาร

Expand : ให้ข้อมูล รายละเอียด ด้วยความเบิกบานใจ มีจิตใจเต็มใจต้องการจะสื่อสารที่ดี มีทัศนคติและเจตนาที่ดีต่อผู้รับสาร

MESSAGE ข้อมูล เนื้อหาสาระที่ต้องการจะสื่อสาร ควรผ่านการปรับระดับความยากง่ายของภาษาหรือถ้อยคำที่จะใช้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับผู้รับสาร พยายามหลีกเลี่ยงการเลือกใช้คำศัพท์เฉพาะทางวิชาการ ภาษาต่างประเทศ หรือถ้อยคำยาวๆ สำนวนที่สลับซับซ้อน เนื้อหาอาจไม่เหมือนกันในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องชัดเจนในประเด็นและเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ

สนับสนุนโดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexygaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot , Slot game , Joker slot , Joker slo

Related Post