ความเป็น มนุษย์ กับนักปรัชญาการเมือง (Bertrand Russell)

ในบทความนี้ ผู้เขียนต้องการที่จะ พิจารณาว่า พฤติกรรม หรือความรู้ที่มนุษย์มีนั้น มาจากปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เราเคยพบเจอมา จริงหรือไม่ ซึ่งผู้เขียนต้องการหาข้อพิสูจน์ว่าพฤติกรรมต่างๆ ของ มนุษย์ ไม่ได้เป็นแค่ เรื่องของการใช้เหตุผล สติปัญญา หรือตรรกะล้วนๆ แต่เป็นการใช้ ความรู้สึกมากกว่าที่คิด และจากที่ได้อ่านงานเขียนแล้ว มนุษย์เราสามารถแยกร่างกาย ออกจากจิตใจ ได้จริงหรือไม่

จิตคืออะไร

          รัสเซลกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เราทั่วไปคิดกันว่าจิตมีอยู่ เช่น ผัสสะ การจำ ความเชื่อ การคิด ความปรารถนา ความจงใจ และอารมณ์ รัสเซลกล่าวว่า จริงๆแล้ว ไม่ได้มีจิต หรือที่เรียกว่า สัมปชัญญะ เป็นตัวพื้นฐานอยู่เลย ซึ่งรัสเซล ปฏิเสธจิต ในฐานะที่เป็นสาร เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่าเป็น ผัสสะ และจินตภาพ และรัสเซลพยายามจะใช้ ผัสสะเป็นสะพาน เชื่อมฟิสิกส์กับจิตวิทยาwinner55

ผัสสะ

          ในที่นี้จะกล่าวรวมถึง ผัสสะ สัญชาน และจินตภาพ เพราะรัสเซลคิดว่า สัญชานและจินตภาพ เกิดเนื่องมาจากผัสสะ ในเรื่องของผัสสะนั้น รัสเซลเห็นว่า โดยปกติเราก็เหมาเอาอยู่แล้ว ว่าอะไรที่ผ่านมาทางประสาทสัมผัส ก็เรียกว่าเป็นผัสสะทั้งสิ้น และเนื่องจากการที่ รัสเซลได้ปฏิเสธวัตถุ จึงทำให้ข้อมูลทางผัสสะ เป็นสิ่งเดียวกับผัสสะ

ส่วนจินตภาพนั้น ชัดเจนน้อยกว่าผัสสะ โดยที่ผัสสะนั้น ต้องผ่านอวัยวะรับสัมผัส แต่จินภาพ ไม่ผ่านอวัยวะรับสัมผัส เราไม่มีผัสสะทางตา ในความมืด หรือเมื่อหลับตา แต่เรามีจินตภาพได้ ในลักษณะเช่นนั้น ดังนั้น สาเหตุของจินตภาพ ก็ขึ้นอยู่กับกฎแห่งการจำ หรือถูกควบคุมโดยนิสัย (ความหมาย ทางจิตวิทยา นิสัยก็คือ ความจำชนิดหนึ่ง) และประสบการณ์ในอดีต ส่วนผัสสะ มีการเร้าของเส้นประสาท ซึ่งส่งต่อไปยังสมอง

ความปรารถนา ความจงใจ และอารมณ์

          ความปรารถนา ความจงใจ และอารมณ์ คือผัสสะ และจินตภาพ ในเรื่องของความปรารถนา รัสเซลกล่าวว่า สิ่งเร้าที่ทำให้เกิด การทำแต่ละอย่าง เป็นแรงกระตุ้น ที่เกิดจากภายในอดีต ไม่ใช่แรงจูงใจจากอนาคต เช่น สัตว์ ตัวเร้าแรกของความปรารถนา คือผัสสะ (ความรู้สึกไม่เป็นสุข) เช่น ในเวลาหิว ก็คิดถึงสิ่งที่ทำให้หาย จากความไม่เป็นสุขไว้ในสมองขณะที่ กระทำการ แต่รัสเซลมองว่า เป็นแรงผลักดัน จากความรู้สึกไม่เป็นสุข และเป็นไปด้วยสัญชาตญาณ ที่ทำให้เกิดการกระทำ อย่างนี้จึงเรียกว่า ความปรารถนาที่แท้จริง

ในเรื่องของความจงใจนั้น รัสเซลมีความเห็นว่า ความเคลื่อนไหวของร่างกายมีคู่กันไปกับผัสสะคินแอสเธสิส ( Kinaesthetic sensation เป็นอาการรู้สึก ที่ซับซ้อนซึ่งบอกให้เรารู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย น้ำหนักสิ่งของ และความต้านทานด้านวัตถุ เช่น เมื่อเราแกว่งแขน เราจะได้รู้ทันทีว่า เราแกว่งแค่ไหนและอย่างไร ถึงแม้ว่าเราจะหลับตาการรู้สึกนี้ได้จากอวัยวะรับสัมผัสชนิดหนึ่งที่อยู่ในกล้ามเนื้อเอ็น )

ในประเด็นที่ผู้เขียนสงสัย ที่ว่า มนุษย์ สามารถแยกร่างกาย ออกจากจิตใจได้จริงหรือไม่ ผู้เขียนจะขอโต้แย้ง เรื่องดังกล่าวดังนี้ ความสามารถทางการคิด หรือการให้เหตุผลอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ ให้มนุษย์ตัดสินใจ ยกตัวอย่าง หลายคนที่เจอปัญหา ที่เพื่อนไม่สามารถออกความเห็นได้ว่า เสื้อตัวนี้ดีไหม ควรซื้อรถรุ่นอะไรดี

สาเหตุที่เพื่อน ไม่สามารถเลือกให้ได้ อาจเป็นเพราะ ไม่ได้รู้สึกกับตัวเลือกที่เสนอ เพราะมนุษย์เรา ไม่สามารถตัดสินใจ ได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวด้วย ซึ่งอาศัยความจำ หรือประสบการณ์ว่า หากเลือกสีนี้ จะรู้สึกอย่างไร จึงจะตัดสินใจได้

หากจะให้มองย้อนดูว่า แต่ละครั้งที่เราตัดสินใจนั้น เราได้ใช้เหตุผล และสตินั้นจริงหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วเราอาจจะใช้ ความรู้สึกมากกว่า เพราะหากมีผู้ใด มาโน้มน้าวให้เราซื้อสิ่งของ หรือสิ่งใดสักอย่าง เขาก็อาจใช้ความรู้สึกของเรา ให้เราคล้อยตามเขา โดยไม่รู้ตัว

และมนุษย์เรา มีสมองส่วน frontal cortex ที่เป็นส่วนของความคิด อันซับซ้อน ช่วยจัดการความรู้ จัดประเภทข้อมูล และรู้ผิดชอบชั่วดี ซึ่งสมองส่วนนี้ จะทำให้เลือกทำเรื่องที่ยาก เมื่อมันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ซึ่งหากสมองส่วนความรู้สึก ทำให้เราหิว ไอ้เจ้า frontal cortex จะบอกว่า ห้ามกิน นี่ไม่ใช่อาหารของเรา

เรามักมองความรู้สึก หรือจิตใจว่า เป็นตัวทำลาย และจำกัดตัวตนของเราเอง แต่มนุษย์นั้นไ ม่ได้ดีขึ้นสักเท่าไหร่ เมื่อตัดความรู้สึกส่วนเกินออกไป สมองทั้งสองส่วน ไม่ได้ต่อต้านหรือคัดค้านกัน อย่างที่เข้าใจ ในหัวของเรา ไม่ได้มีอารมณ์ และเหตุผลที่ต่อสู้กันตลอดเวลา แต่สมองทุกส่วนนั้น ทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้เราตัดสินใจ แก้ปัญหาที่ซับซ้อนของการเป็นมนุษย์ได้

หากสนใจเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม

สนับสนุนบทความโดย Joker Game   joker game  ,  joker slot

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *