จุดเริ่มต้นทางดนตรี




จุดเริ่มต้นทางดนตรี

จุดเริ่มต้นทางดนตรี เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศิลปินที่เราเฝ้าติดตามผลงานมาตลอดอย่าง เขียนไขและวานิช ปล่อยซิงเกิลใหม่ บอกลา ลงช่องยูทูบของเขา แล้วก็กลายเป็นอีกเพลงที่ทำงานกับความรู้สึกผมทันที ตั้งแต่เปิดฟังครั้งแรก เหมือนกับเพลงอื่นๆ ของเขาที่ถ่ายทอดความเศร้าออกมาตอกย้ำ การเป็นศิลปินโฟล์กซองสายดาร์ก และจมดิ่ง อยู่กับความเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี

    โจ้-สาโรจน์ ยอดยิ่ง เป็นศิลปินชาวเชียงใหม่ แนวโฟล์กซอง ที่รู้จักกันในนาม เขียนไขและวานิช ผู้ร้อง เล่น และแต่งเพลงด้วยตัวเอง ผมเคยมีโอกาสดูการแสดงสด ของเขาครั้งหนึ่งและยังจำบรรยากาศ ครั้งนั้นได้ดี เมื่อนิ้วสั่นสะเทือนสายกีตาร์

เสียงคุยจอแจในร้านก็เงียบลง ทุกสายตาหันมาเพ่งมองจุดเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย เสียงปรบมือดังขึ้นยาวพอประมาณ ก่อนที่จะหยุดฟังเสียงนุ่มๆ ที่นักร้องเปล่งออกมา หลังจากนั้นผู้ฟังสัมผัสถึงความนุ่มละมุนและห้วงอารมณ์ของความดิ่ง ที่ศิลปินถ่ายทอดออกมาผ่านบทเพลงตลอดการแสดง

    การเจอกับโจ้ครั้งนี้เป็นการเจอนอกสถานที่อโคจรและปราศจากกีตาร์คู่ใจ ผมเลือกร้านกาแฟในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตก่อนมาเป็นศิลปิน และที่มาของการกลั่นความเศร้าลงสู่บทเพลง

โดยมีสหายคู่ใจ เล-ประชา หลุยลำวัน นักร้องนำวงอิสยา ผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ โจ้แทบจะทุกการแสดงสด เขาคือมือโซโล ที่เป็นทั้งเพื่อนซี้ และผู้อยู่เบื้องหลัง หลายเพลงของเขียนไข และวานิช จนเหมือนเป็นภาพแทนว่าเขียนไขและวานิชมีสมาชิก 2 คน

จุดเริ่มต้นทางดนตรีและสหายของนายสาโรจน์

    สมัยที่โจ้เรียนอยู่ ปวช. ปี 2 เขาเลือกฝึกงานในแกลเลอรีที่บ้านถวาย จังหวัดเชียงใหม่ จึงรู้จักกับเจ้าของแกลเลอรีชื่อพี่โก๋ รุ่นพี่ที่เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงและเล่นดนตรี ซึ่งการเรียนด้านวาดภาพบวกกับการฝึกงานในแกลเลอรี ทำให้เขาสามารถนำกระบวนการคิดมาประยุกต์ใช้กับการแต่งเพลง แล้วเริ่มอัดเพลงที่แต่งลงแอพพลิเคชัน SoundCloud ในเวลาต่อมา

    “ตอนนั้นฝึกคิดนะครับ ผมทำงานศิลปะมันก็ต้องคิด ฝึกเรื่องกระบวนการคิด พอเจอมาเยอะ พยายามลองเอาความหมายในศิลปะเวลาเราสื่อสารงานออกมา แบบที่คุณอยากจะเจาะจงหรือว่าคุณอยากจะวาดไปแนวแอ็บสแตรกต์

เพลงก็สามารถทำได้เหมือนกัน ก็คือเวลาคุณจะพูดถึงผู้หญิง ทำไมคุณไม่พูดถึงดอกไม้ล่ะ ‘อาจจะเพียงแค่ลมที่พัดมา เวลาที่ฉันเดินแล้วเจอกับดอกไม้’ ทำไมไม่เขียนว่า เฮ้ย ฉันเดินมาเจอ เธอแล้วจบ ทำไมต้องตีโจทย์อ้อม ศิลปะก็เอามาใช้ได้ เฮ้ย มันก็สนุก”

    ด้วยความที่โจ้เรียนจิตรกรรมทางด้านภาพพิมพ์ เขาจึงใช้เทคนิค ของการวาดภาพพิมพ์ที่เรียกว่า เขียนไขและวานิช มาเป็นชื่อ ในการเป็นศิลปิน

ผลงานภาพพิมพ์ของโจ้ที่วาดด้วยเทคนิคเขียนไขและวานิช

    หากใครติดตาม เขียนไขและวานิช จะเห็นว่าแทบทุกการแสดง โจ้ร้องและดีดกีตาร์อยู่ข้างๆ หนุ่มผมยาวผู้เล่นกีตาร์โซโลอีกคนหนึ่ง จนหลายครั้งก็อาจทำให้คนเกิดความสับสนและเข้าใจผิดว่าเขียนไขและวานิชมีสมาชิก 2 คนได้

    “มันถูกเหมารวมให้เป็นอย่างนั้นไปแล้ว แต่ไม่ใช่ครับ จริงๆ เขาคือแบ็กสเตจผม”

    โจ้ระบายรอยยิ้มในคำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นการพูดแซวเพื่อนมากกว่า

    เล-ประชา หลุยลำวัน นักร้องนำวงอิสยา ถือเป็นรุ่นพี่ในฐานะศิลปิน เนื่องจากเริ่มเข้าสู่วงการดนตรี ทำวงดนตรี ทำเพลงของตัวเอง และเดินสายเป็นอาชีพก่อน แต่ทั้งคู่มีจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจมาจากพี่โก๋เหมือนกัน เขาพูดถึงพี่โก๋ว่า

    “แกเป็นคนเขียนรูป แล้วก็เป็นคนเล่นดนตรี แต่เป็นสาย ที่ไม่ได้เรียนดนตรีมา วันหนึ่งแกก็แต่งเพลง แต่งแบบคอร์ดง่ายๆ สองคอร์ดทั้งเพลง หนึ่งคอร์ดทั้งเพลงยังมี ก็เป็นจุดเริ่มต้น เพราะว่าเมื่อก่อนเราเข้าใจว่าคนเป็นศิลปินต้องเล่นเก่งมากๆ

ต้องรู้โน้ต ต้องเรียนโน้ต แกก็เล่นตามฟีล ไม่มีทฤษฎีอะไร พี่โก๋เหมือนไปเปิดบางอย่างให้เรากล้าที่จะทำ แกเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้เรากล้าที่จะเขียนเพลงขึ้นมา ที่ไม่ต้องไปกลัวเขาว่า กลัวว่าจะมีคนมาจับผิดเรา เพราะว่าพวกเราเป็นคนที่ดนตรีไม่ค่อยเก่งกันเป็นทุนอยู่แล้ว”

จังหวะที่ต้องอาศัยความเข้าใจกัน

    เพลงแรกที่เริ่มมีผู้คนรู้จักเขียนไขและวานิชคือ อาจจะเพียง โดยเป็นเพลงที่เขาเล่นแล้วใช้โทรศัพท์อัดลง SoundCloud ระหว่างที่ฝึกงานอยู่แกลเลอรี ก่อนที่จะอัดเพลงอื่นๆ จริงจังและเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จนฐานคนฟังขยายกว้าง ไปทั่วประเทศ

    ช่วงแรกนั้นเลเป็นคนคิดไลน์โซโล ให้กับเพลงที่โจ้แต่ง แล้วหลังจากนั้นเล ก็เป็นคนเล่นโซโลให้แทบจะทุกเพลงของเขียนไขและวานิช ด้วยความที่โจ้เล่นกีตาร์ในจังหวะที่ต่างจากนักดนตรีคนอื่น ทำให้มีเพียงเล ผู้นี้เท่านั้นที่เล่นกีตาร์โซโล ให้กับโจ้ในทุก ๆ การแสดงสดได้

    “คือผมไม่เก่งดนตรีนะ สังเกตถ้าฟังเพลงผม ผมให้กีตาร์ตามเนื้อร้องตลอด ปกติเราต้องตามห้องใช่ไหม เวลาใครที่เล่นกับผมเขาจะงง จังหวะอะไรของมึงวะ มึงเรียนดนตรีมาหรือเปล่า จนทุกวันนี้ไปเล่นกับคนอื่นก็ไม่ได้ มีแค่คนนี้คนเดียวที่เล่นได้”

    โจ้เล่าถึงเหตุผลที่ต้องมีเลมาช่วยเล่นให้ในทุกการแสดง ที่นอกเหนือจากจังหวะเฉพาะของเขาว่า การเล่นดนตรีเข้าขากันได้ดีอาจจะไม่ใช่เพียงเพราะการเล่นด้วยกันบ่อยๆ แต่เพราะความผูกพันของทั้งคู่ที่มีต่อกันมายาวนาน ผ่านหลายเรื่องเศร้ากันมา และที่สำคัญคือมีความฝันเดียวกันที่พร้อมจะเดินเคียงข้างไปด้วยกันเสมอ

เก็บเรื่องเศร้ามาเล่าในเพลง

    เชื่อว่าทุกคนย่อมมีเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาแล้วทำให้เราทุกข์ เศร้า จมอยู่กับมัน  และสุดท้ายก็หาทางระบายในรูปแบบที่แตกต่างกันไป หลายคนอาจจะโพสต์ลงโซเชียลหรือเล่าให้ใครสักคนฟัง เพื่อให้รู้ว่ายังมีคนรับฟังและอยู่เคียงข้างเรา บางคนอาจจะแค่ร้องไห้ออกมาแล้วเดินหน้ากับชีวิตต่อไป แต่สำหรับโจ้ เขาเลือกจะเก็บมันไว้และรอให้ความเศร้านั้นไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมจนเกิดเป็นความสวยงาม 

    “ถ้าให้นิยามตัวเองจริงๆ ก็เป็นคนเศร้านะ แต่เรื่องบางเรื่องผมขี้เกียจเอามาเล่าในวงให้ทุกคนฟังไง เวลาเจอทุกคนก็เก็บไว้ เอ้อ เก็บไว้เอง ไม่ต้องเอาออกมาดีกว่า ถ้าเอาออกมาก็พาคนอื่นบลูตาม เอ๊า งานกร่อย นัดกันมาเที่ยวนี่หว่า ทำไมต้องมาพูดเรื่องหดหู่”

    โจ้บอกว่าการได้ระบายความเศร้าลงสู่บทเพลงก็ถือเป็นอีกวัตถุดิบหนึ่งในการเขียนเพลง เขายิ้มแย้มตลอด ขณะที่พูดถึงอดีตอันแสนเจ็บปวด แต่สีหน้าเขาก็กลับเปลี่ยนไปเมื่อพูดถึงที่มาของเพลงเพลงหนึ่งที่ชื่อ หนีห่าง เพลงนี้ถือเป็นอีกเพลงที่โด่งดังของเขาและมีภาพประกอบที่ดึงดูดไม่แพ้บท เพลงกับหญิงสาวปริศนาที่ถูกโอบกอดด้วยเงาสีดำ

    โจ้เล่าถึงที่มาของภาพภาพนี้ว่าเป็นภาพที่รุ่นน้องวาดให้แฟนสาวของเขาที่เสียชีวิต เขาจึงขอซื้อภาพวาดนี้มาเป็นปกเพลงนี้ และเป็นวัตถุดิบที่โจ้คิดว่าเหมาะกับเนื้อหาเพลงที่เขาแต่งเก็บไว้ พร้อมกับสามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่เขาจะเล่าได้

มุมมองสีชมพูอมแดงของเขียนไขและวานิช

    อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเห็นคำว่า ‘ความเศร้า’ ‘ความดิ่ง’  หรือ ‘ความเจ็บปวด’ มาเยอะแล้ว อย่างที่เคยบอกไปว่าโจ้เป็นคนที่เล่าเรื่องเศร้าๆ แต่ยิ้มแย้มตลอด และบางเรื่องเขาก็เล่ามันด้วยความสนุกสนาน เราคงต้องลองให้โจ้เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเล่ามุมมองน่ารักๆ และเรื่องราวสนุกสนานของเขาบ้าง เพื่อให้เห็นมุมอื่น ที่ เราสัมผัสได้จากตัวเขาตั้งแต่เริ่มพูดคุย

    มีเพลงหนึ่งที่เขาแต่งมีเนื้อหาที่สดใสและหัวใจพองโตทุกครั้งที่ได้ฟัง แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร เป็นเพลงเนื้อหาสีชมพูที่เขาเลือกที่จะเล่ามันผ่านบทเพลง และเป็นอีกเพลงที่ทำให้คนรู้จักเขียนไขและวานิชมากขึ้น

    “มันมีเรื่องเล่าอยู่ครับ แก้มน้องนางฯ นี่มันเสี่ยวมากสำหรับผม ผมอัดไว้ใน SoundCloud ตั้งนานละ ตอนที่ไปเที่ยวน่านครั้งแรกตอนเทศกาลแข่งเรือยาว เราก็ตื่นมา เดินไปซื้อบุหรี่ แล้วก็ไปเจอลูกแม่ค้าคนนี้ มันแบบ ทำไมสาวน่านมันแก้มแดงจังวะ ไม่แต่งหน้าเลยนะ หน้าสด ก็เลยอมยิ้ม อีกวันหนึ่งไปอีก ไปอีก ไปทุกเช้าอะ ซื้อน้ำ หาเรื่องซื้อไปทั่ว พอกลับมาก็เลยเขียน เขียนภายใน 15 นาที งงตัวเองเหมือนกัน เขินๆ แล้วก็เขียน เขียนวันเดียวเสร็จ แต่ปีนี้ไปอีกรอบ อุ้มลูกแล้วนะ”

    ไม่แน่อาจจะมีเพลง ลูกของนางนั้นแก้มก็แดง เป็นภาคต่อก็ได้…

    ก่อนหน้านี้เขียนไขและวานิชได้ปล่อยอีพีซึ่งมีทั้งหมด 5 เพลง และขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว ปีนี้เขาจะปล่อยอัลบั้มแรกมีทั้งหมด 12 เพลง ซึ่งช่วงนี้อยู่ในกระบวนการทำเพลงและไม่นานเกินรอที่จะให้ทุกคนได้ซื้อ มาเก็บไว้ครอบครอง แน่นอน

    อาจจะเพียง… แค่จุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เติบโตกลาย เป็นเรื่องราวร้อยเรียงส่งต่อสู่คนนับครั้งไม่ถ้วน ต่อไปนี้อนาคตของเขียนไขและวานิชจะเป็นยังไง แต่ผลงานที่เขาสร้างไว้จะคอยปลอบประโลมใครบางคนที่กำลังเจ็บปวดอยู่กับใครบางคน ไม่ให้อยู่เพียงลำพัง 

    อย่างน้อยกับเราแล้วคนหนึ่ง บทความ วิมุตตินันท์ เชื้อสาวะถี

สนับสนุนโดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexygaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot , Slot game , Joker slot , Joker slot

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Related Post