ทำอย่างไรให้ตนเอง ‘สงบใจ’ ได้ล่ะนั่นก็คือ

ทำอย่างไรให้ตนเอง ‘สงบใจ’ ได้ล่ะนั่นก็คือ

ทำอย่างไรให้ตนเอง ‘สงบใจ’ ได้ล่ะนั่นก็คือ

ทำอย่างไรให้ตนเอง ‘สงบใจ’ ได้ล่ะนั่นก็คือ

ทำอย่างไรให้ตนเอง ‘สงบใจ’ ได้ล่ะนั่นก็คือ พระภิกษุรูป หนึ่งมุ่งมั่นในการบำเพ็ญตน จนมีบุญบารมีสูงส่งยิ่งจนเกือบตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้ว วันหนึ่งพระภิกษุนั่งบำเพ็ญตนอยู่ใต้ต้นโพธิ์ มารนรกตัดสินใจมารังควานจิตใจอันแน่วแน่ของท่าน มันปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพระภิกษุ

และมีเพียงพระภิกษุเท่านั้นที่มองเห็นมัน มารนรกด่าทอหยามเหยียดด้วยถ้อยคำหยาบคายทุกรูปแบบข้างกายท่าน แต่ท่านก็ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

พระภิกษุนั่งสมาธิเสร็จแล้วจึงลุกขึ้นเตรียมออกบิณฑบาต  มารนรกก็ติดตามไปตลอดทาง และตามด่าจนสุดความสามารถ แต่พระภิกษุก็ยังคงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไร้การตอบสนองใดๆ

เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้ว ท่านก็กลับมาที่วัดเพื่อสวดมนต์ มารนรกก็ด่าทอถึงโคตรเหง้าเหล่ากอ แต่ท่านก็ไม่แม้แต่ขมวดคิ้ว

มารนรกด่าทอเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ติดต่อกันหลายเดือน แต่พระภิกษุก็ไม่เคยตอบโต้เลยสักนิด สุดท้ายมารนรกก็ทนไม่ได้เสียเอง จึงถามพระภิกษุว่า

“พระคุณเจ้า ข้ากำลังด่าทอท่าน ท่านไม่ได้ยินหรอกหรือ”

“อาตมาได้ยินสิ” พระภิกษุปริปากในที่สุด แล้วถามมารนรกกลับว่า “อาตมาขอถามหน่อย หากมีคนมอบของขวัญให้โยม แต่โยมไม่อยากรับเอาไว้ ของขวัญนั้นต้องตกเป็นของใครเล่า”

“ก็ต้องตกเป็นของผู้ให้สิ” มารนรกตอบโดยไม่คิดสักนิด

“เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว” พระภิกษุตอบยิ้มๆ “ดังนั้น เมื่ออาตมาไม่รับคำด่าเหยียดหยามของโยม เช่นนั้นคำพูดที่หยาบคายเหล่านี้ ต้องตกเป็นของใครล่ะ”

มารนรกได้ฟังแล้วเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง จึงสลายกลายเป็นหมอกควันหายไปอย่างไร้ร่องรอย

แง่คิดสะกิดใจ

เหตุที่พระภิกษุในเรื่องสามารถฟังคำด่าทอของมารนรกอย่างหูทวนลมได้นั้น นอกจากจะเป็นเพราะท่านบำเพ็ญตนได้ถึงขั้นแล้ว ยังเป็นเพราะท่านเองก็รู้ดีว่า ตนเองปฏิบัติชอบ ไม่มีสิ่งใดต้องละอายแก่ใจ จึงไม่จำเป็นต้องรับคำด่าทอจากภายนอก

ไม่มีใครชอบถูกวิพากษ์วิจารณ์ คนส่วนมากเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ปฏิกิริยาตอบสนองแรก คือ โมโหและโกรธแค้น  มีน้อยคนนักที่เมื่อถูกวิจารณ์แล้ว จะสามารถทบทวนพฤติกรรมของตนเองจากใจจริง และยิ่งมีน้อยคนขึ้นไปอีกที่หลังจากทบทวนตนเองแล้ว สามารถยืนหยัดอย่างมั่นใจและไม่สะทกสะท้านต่อการโจมตีจากภายนอก

จงพยายามตามหาหลักความเที่ยงธรรมในใจ และคุณค่าแห่งชีวิต  

คัดลอก by พลอยศรี :  จากหนังสือ วางได้ก็ไร้ทุกข์ 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พลอยศรีชอบมากๆ อ่านทีไรก็คิดได้ทุกที ว่าเออจริงด้วยในแต่ละวันเราพบพาลผู้คนหลากหลายบางคนก็ชอบเรา บางคนก็ไม่ชอบและก็วิพากษ์วิจารณ์ไปเป็นเรื่องสนุก คะนองปากตามแต่ที่พวกเค้าจะคิดกันได้ และบางทีพวกเค้าอาจไม่รู้จักเราเลยสักนิดก็เป็นได้ แค่เพียงเดินผ่านก็วิจารณ์กันไปด้วยอคติต่างๆเพียงแค่นั้น

และเราคนที่รู้ตัวรู้ใจดีที่สุด เหตุใดเล่าเราต้องอ่อนไหวไปกับคำพวกนั้น ได้ยินก็เฉยเสีย รับรู้ก็เฉยเสีย แค่นั้น และมันก็จะผ่านไป พลอยศรีบางทีก็คิดนะ ที่ทุกวันนี้พวกเราร้อนรุ่มโกรธแค้นเพราะคำพูดต่างๆที่มากระทบใจจากคนภายนอกนั้นเป็นเพราะ ‘ใจเรายังสงบไม่เพียงพอ’  เราจึงพยายามที่จะแก้ต่าง แก้แค้นต่างๆนานา และสุดท้ายเรื่องราวทั้งหลายก็จะบานปลาย ยากที่จะสิ้นสุด  

แต่หากเราสงบที่ใจเราเสียแล้ว คำพูดต่างๆ จะหยาบคายเพียงใด ด่าพ่อล่อแม่ถึงเหล่ากอวงตระกูลอย่างไร เราก็จะไม่เดือดร้อนได้ และที่สำคัญ เราต้องรู้ตัว รู้ตน รู้ใจ ว่าสิ่งที่เค้าด่าว่าเรานั้น มันจริงหรือไม่ นั่นคือ เมื่อได้ยินก็ต้องทบทวนการกระทำ ถ้าผิดก็น้อมรับแก้ไข ปรับปรุง ถ้าไม่ผิด เพียงแค่คะนองปาก ก็แค่วางเฉย และให้รู้คุณค่าแห่งตน แห่งงาน แห่งหน้าที่ แห่งความดี และเราก็จะมีความสุข ทุกโมงยาม

ยิ้มกว้าง เพราะใจเบิกบาน วันนี้หยิบหนังสือมาอ่าน จริงๆเล่มนี้เป็นเล่มโปรดมาก ซื้อมาหลายปีแล้ว และพาไปเที่ยวหลายที่ เพราะเล็กๆ พกพาง่าย ถึงแม้จะอ่านบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยเบื่อเลย ทุกหน้า ทุกเรื่องราว มักแฝงไปด้วยความคิดให้เราได้มาทบทวนตัวเอง และ เป็นแนวทางการใช้ชีวิตในวินาทีถัดไป

วันนี้บันทึกเรื่อง อาการสงบใจ เพราะหยิบหนังสือมาเห็นรอยพับมุมไว้ จึงลองอ่านดู อ้าว นี่เรื่องโปรดของเรานิ อิอิ เราอ่านนานแล้ว พับไว้เพราะชอบ แต่นานๆก็ลืมเลือน แต่วันนี้บันทึก ก็จะจดจำไปชั่วชีวิต เพราะทุกตัวอักษรมันซึมซับเข้าไปในจิตใจ ต่อไปนี้ เราจะสงบใจง่ายๆ แค่ใครเค้าเอาของขวัญมายื่นให้ก็อย่าไปรับมาก็เท่านั้นเอง ไม่ยากๆ อิอิ


สามีภรรยาผู้หนึ่งเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน วันหนึ่งทั้งคู่เดินจูงมือกันไปเดินเล่นในป่าด้วยความเบิกบานใจ และก็ได้พบเห็ดป่ารสชาติดีด้วยความบังเอิญ ทั้งสองเก็บเห็ดกลับบ้านได้เต็มตะกร้า วันถัดมาสามีออกไปล่าสัตว์ ผ่านไปหลายวันจึงกลับบ้าน

ไม่เห็นยังดีเสียกว่า แต่พอเห็นก็เดือดดาลทันที เขาด่าทอภรรยา “ เธอนี่เห็นแก่ตัวเสียจริง ถึงขนาดแอบกินเห็ดป่าตอนฉันไม่อยู่” ภรรยาก็งงงวย ตอบว่า “ ไม่นิ ฉันแอบกินที่ไหนกัน”   “ยังจะโกหกอีก” สามีพูดด้วยความโมโห “ เห็ดป่าน้อยลงเห็นๆ เธอยังโกหกหน้าด้านๆอีก”

สุดท้ายภรรยาก็น้ำตานองหน้า แม้แต่สัมภาระก็ไม่เก็บ กลับบ้านแม่ไปเลย  ประมาณครึ่งปีผ่านไป สามีลืมเลือนเห็ดป่าในตะกร้านั้นไปแล้ว แต่กลับฝังใจเรื่องความเห็นแก่ตัวของภรรยาเก่าไม่ลืม เจอใครก็พูดว่า  “ ผู้หญิงคนนั้นทั้งเห็นแก่ตัว ทั้งตะกละ ผมโชคดีแล้วที่เลิกกับเธอได้”

ประเด็นเห็ดป่ายิ่งไปกันใหญ่ คำพูดด้วยความโมโหของสามียิ่งพูดก็ยิ่งหยาบคาย แม้กระทั่งคำว่า ‘หย่าเมีย’ ก็หลุดปากออกมา

วันหนึ่งจู่ๆฝนก็ตกหนัก ยุ้งข้าวมีน้ำรั่ว ขณะที่สามีเร่งกู้ผลผลิตที่เก็บไว้ในยุ้งข้าวนั้น ก็ได้เห็นตะกร้าใส่เห็ดอีกครั้ง จึงได้แต่ตะลึงงันไป

ที่แท้ตอนนั้นภรรยานำเห็ดป่าไปตากแห้ง เพื่อจะได้เก็บได้นานขึ้น เห็ดป่าเมื่อตากแห้งแล้วปริมาตรก็เล็กลง สามีจึงเข้าใจผิดคิดว่าภรรยาแอบกิน จนกระทั่งเห็ดป่าที่ตากแห้งถูกน้ำจึงกลับคืนสู่สภาพเดิม 

ดังนั้นเขาจึงไปบ้านของภรรยาเก่า หวังจะรับเธอกลับบ้าน แต่กลับได้รู้ว่าภรรยาของเขาแต่งงานใหม่ไปไม่กี่เดือนก่อนหน้า และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถึงเขาจะสำนึกผิดอย่างไรก็สายไปเสียแล้ว

แง่คิดสะกิดใจ

สามีในเรื่องทะเลาะกับภรรยาใหญ่โตถึงขั้นหย่ากัน สุดท้ายถึงได้รู้ว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด หากเราลองเปลี่ยนมุมมองดู ภรรยานับได้ว่า โชคดี เพราะเรื่องร้าย  เพราะเห็ดป่าเพียงตะกร้าเดียวทำให้เห็นนิสัยคิดเล็กคิดน้อย และจิตใจอันคับแคบของสามีอย่างทะลุปรุโปร่ง หากต้องใช้ชีวิตกับคนประเภทนี้ไปตลอดชีวิต คงจะมีแต่ความทุกข์ไม่จบสิ้น

แต่เราเองก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการทำเรื่องให้เลยเถิดเพราะความโกรธ เช่นได้เห็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่ชอบหน้า ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราก็รู้สึกรังเกียจ ต่อให้คนผู้นั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลยสักนิด

หยุดใช้แว่นขยายสอดส่องผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่น ยิ่งเป็นการให้อภัยต่อตนเอง

“ขอเพียงมองทุกเรื่องอย่างเรียบเฉย ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว ขอเพียงแต่ไม่ทำให้สถานการณ์เลยเถิดเพราะโมหะ ก็ไม่มีสิ่งใดควรค่าแก่การโกรธอีกแล้ว”  

อิวาน เซอกีวิช เทอเกอเนฟ  นักประพันธ์ชาวรัสเซีย

พระราชาจึงตรัสกับเขาว่า  “คุณลุงครับ  งานของคุณลุงนี่น่าสนุกเสียจริงๆ”

“เหลวไหล” ช่างตีเหล็กพูดอย่างไม่เห็นด้วย “เครื่องมือเหล็กนั่นหนักมาก เตาหลอมนั่นก็ร้อนมาก ข้าลำบากมาทั้งวัน แต่หาเงินได้ไม่เท่าไหร่ ไม่เห็นน่าสนุกเลยสักนิด”

พระราชาตรัสด้วยความอยากรู้ “ ถ้าเช่นนั้นคุณลุงคิดว่าชีวิตแบบไหนถึงจะสนุกล่ะครับ”

“ก็ต้องเป็นพระราชาน่ะสิ” ช่างตีเหล็กพูดต่อโดยไม่ต้องคิด “พระราชาอาศัยอยู่ในปราสาทอันหรูหรา มีอาหารอันโอชะให้กินไม่หมด มีเหล้ารสเยี่ยมให้ดื่มได้ไม่อั้น มีบริวารคอยรับใช้ นับไม่ถ้วน แถมยังมีมเหสีได้อีกตั่งหลายคน ใช้ชีวิตอย่างนี้น่าจะดีไม่น้อยเชียวล่ะ”

พระราชาดำริว่าพระองค์น่าจะทำเรื่องดีสักเรื่องด้วยการทำความฝันของชายชราช่างตีเหล็กให้เป็นความจริง ให้เขาได้เป็นพระราชาสักหนึ่งวันดูบ้างเถอะ

คืนนั้นพระราชาอยู่ที่บ้านของช่างตีเหล็ก ทรงดื่มเหล้ากับเขา และทรงกำชับให้ผู้ติดตามพาชายชรากลับไปยังปราสาท ให้เขาใส่เสื้อผ้าอันหรูหรา แล้ววางเขาลงบนเตียงที่อ่อนนุ่มน่าสบาย

พระราชายังทรงมีรับสั่งกับทุกคนในปราสาทว่าต้องปฏิบัติต่อช่างตีเหล็กดั่งเป็นพระราชา ตามปกติทุกคนปฏิบัติต่อพระราชาเยี่ยงไร ก็ให้ปฏิบัติต่อช่างตีเหล็กเยี่ยงนั้นด้วย

วันที่สองเมื่อช่างตีเหล็กตื่นนอนก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ ณ ที่ใด ในตอนนี้เอง นางรับใช้คนหนึ่งก็ปลักประตูเข้ามา พูดกับเขาว่า

“อรุณสวัสดิ์ฝ่าบาท ขอทรงอนุญาตให้หม่อมฉันช่วยแต่งองค์สักนิดนะเพคะ สักประเดี๋ยวขอทูลเชิญฝ่าบาทเสวยพระกายาหารเช้าเพคะ”

ช่างตีเหล็กตะลึงงัน ปล่อยให้นางรับใช้เดินมาเปลี่ยนเสื้อผ้า หวีผมให้อย่างงงงวย เมื่อเดินเข้าไปยังห้องอาหารอันวิจิตรตระการตา  เขาก็ยิ่งไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง บนโต๊ะอาหารเลี่ยมทอง มีอาหารอันอุดมสมบูรณ์วางอยู่ มีหลายอย่างเป็นผลไม้และอาหารล้ำค่าที่เขาไม่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ช่างตีเหล็กชราลงมือรับประทานอาหาร อย่างมีความสุข

พระราชาซึ่งหลบอยู่ด้านข้างพอพระทัยเป็นที่สุด ทรงตัดสินใจว่าจะไม่แอบดูอีกต่อไปแล้ว ปล่อยให้ช่างตีเหล็กได้สุขสำราญสักวันเถอะ

คืนนั้นชายชราถูกส่งกลับบ้านขณะนอนหลับ

ผ่านไปไม่กี่วันพระราชาก็ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดชาวบ้าน และไปเยี่ยมช่างตีเหล็กอีก ทรงคิดว่าวันนั้นเป็นวันที่ช่างตีเหล็กยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิตทีเดียว ชายชราน่าจะมีความสุขเป็นแน่แท้

คาดไม่ถึงว่า เมื่อช่างตีเหล็กเห็นพระราชาก็รีบเอ่ยขึ้นว่า “คราวก่อนได้กินเหล้ากับเจ้าแล้วข้าก็ฝันร้ายน่าหวาดผวาเลยทีเดียว”

“ฝันร้ายหรือ เป็นได้อย่างไรกัน” พระราชารู้สึกผิดหวังนิดหน่อย

“มันช่างเป็นฝันที่เหมือนจริงมาก ข้าฝันว่าตัวเองกลายเป็นพระราชา กินอาหารเข้าไปไม่กี่คำ ก็มีพวกขุนนางใหญ่เข้ามาบอกว่ามีข้อราชการจะหารือกับข้า คำพูดของพวกเขานั้น ข้าฟังไม่รู้เรื่องเลยสักคำ ต่อมาก็มีคนจะให้ข้าอ่านและสั่งการเอกสารทางราชการ ทั้งบ่ายก็หมดไปแล้ว พอตกกลางคืน ข้าคิดว่าจะได้พักหลับให้สบายเสียหน่อย บรรดามเหสีเริ่มชิงดีชิงเด่นหึงหวงกัน โชคดีนะที่ตื่นมาอีกวัน ข้าถึงรู้ว่ามันเป็นแค่ความฝันท่านั้น”

สนับสนุนโดย แทงบอล , บาคาร่า , PG SLOT , สล็อต