ประเพณีฮีตฮีตสิบสอง




ประเพณีฮีตฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ประเพณีของดีอีสาน ภาคอีสานเป็นภาคที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมคติความเชื่อวิถีปฏิบัติที่หลากหลายแต่ละฤดู เดือน จะมีพิธีปฏิบัติกิจกรรมตามความเชื่อหลากหลาย ชาวอีสานจะรู้จักดี คือฮีตสิบสองคลองสิบสี่
ฮีตสิบสอง

คือประเพณี๑๒เดือนของชาวอีสานที่ต่างจากประเพณี๑๒เดือนของภาคอื่นหลายประเพณี คลองสิบสี่คือแนววิถีที่ควรที่ต้องปฏิบัติ ๑๔ ประการเปรียบได้ว่าเป็นกฎหมายที่ต้องทำตามอย่างเข้มงวดซึ่งมีทั้งพิธีของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ พระภิกษุสงฆ์และประชาชนทั่วไป ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่

เป็นภูมิปัญญา มรดกอันล้ำค่าของปราชญ์อีสานที่ทุกคนควรศึกษาและทำความเข้าใจในพื้นฐานความเชื่อคติเดิมชาวอีสานมากขึ้น เป็นส่วนที่ทำให้ชาวอีสานมีความสงบสุขร่มเย็นมาโดยตลอดเพราะมีการยึดมั่นที่เปรียบเหมือนธรรมนูญชีวิตชาวอีสานตราบเท่าจนปัจจุบัน(บางส่วน) แต่ก็มีหลายแห่งที่ทิ้งฮีตเก่าคลองเดิม นำวัฒนธรรมต่างชาติมาโดยไม่พิจารณาทำให้สังคมส่วนนั้นมีความวุ่นวาย

เกิดปัญหาหลายๆอย่างขึ้น โดยฮีตสิบ สองคลองสิบสี่นี้ จะประกอบไปด้วย ฮีต ๑๒ ฮีต และคลอง ๔ ประเภท มี๑๔ คลอง ได้แก่ ฮีต บุญเข้ากรรม(บุญเดือนอ้าย) ฮีต บุญคูณลาน เดือนยี่ ฮีต บุญข้าวจี่(เดือนสาม) อีต บุญเผวสหรือบุญมหาชาติ (เดือนสี่) ฮีต บุญสงกรานต์ (บุญเดือนห้า) ฮีตบุญบั้งไฟ (บุญเดือนหก) ฮีตบุญซำฮะ(บุญเดือนเจ็ด)


ฮีตบุญเข้าพรรษา ฮีตบุญข้าวประดับดิน ฮีตบุญข้าวสาก ฮีตบุญออกพรรษา ฮีตบุญกฐิน ฮีตสิบสอง เป็นประเพณีการทำบุญที่มีประจำเดือนชาวอีสาน ประสมประสานระหว่างแนวคิดของพระพุทธเจ้า พราหมณ์และผี ก่อนที่ศาสนาพุทธเข้าสู่ไทย โดยเฉพาะดินแดนอีสานนั้นประเพณีตามฮีตคลองเดือน ต่างๆมีมานาน สมัยก่อนจะเน้นพิธีทางของผีและพราหมณ์มากกว่าเพราะเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ วิญญาณ เปรตเทวดาอารักษ์ต่างๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภูตผีที่มอง ไม่เห็นตัวจะมีอิทธิพลต่อชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย

ดังนั้นพิธีกรรมส่วนใหญ่จึงวนเวียนอยู่กับเรื่องผีโดยมีพ่อกะจ้ำเป็นผู้นำทางพิธี เมื่อศาสนาเข้าสู่ไทยดิน แดนอีสาน ความเชื่อและพิธีกรรมจึงได้เปลี่ยนไปบ้าง ได้นำพิธีกรรมทางศาสนาเข้าประสมประสาน

มีพระสงฆ์องค์เจ้าเข้ามีส่วนร่วมมีพระเป็นผู้นำใน บางพิธี แต่ส่วนใหญ่ยังมีปราชญ์หมู่บ้านเป็นผู้นำและจะเอนไปทางแนวพราหมณ์และผีมากกว่าคลองสิบสี่ มีหลายประเภทแต่สามารถแบ่งประเภท ได้แก่คลองประเภทสอนผู้ปกครอง

คลองประเภทสอนพระสงฆ์ คลองสอนประชาชนทั่วไปและสุดท้ายที่สำคัญคือคลองสอนคนทุกเพศ วัย ทุกฐานะ เป็น สิ่งที่ทุกคนควรมีเพื่อขัดเกลาคอยบ่งชี้ให้ผู้คนต้องปฏิบัติตามทำให้สังคมอีสานมีความสงบสุข ร่มเย็น จึงนำเสนอความเป็นมา ความสำคัญต่างๆของ ฮีต สิบสองคลองสิบสี่เพื่อให้รับทราบข้อปฏิบัติต่างๆที่ทำให้คนในอดีตที่มีวิถีชีวิตที่อยู่ดีมีสุขและเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชาวอีสานให้มีสืบไป

ฮีตบุญเข้ากรรม(บุญเดือนอ้าย) เป็นบุญที่ทำในเดือนอ้าย(เจียง) เดือนแรกของปีที่ชาวอีสานทำกันจนเป็นประเพณี ทำในวันข้างขึ้น/แรมก็ได้ เป็นบุญที่ เกี่ยวกับพระโดยตรง มีความเชื่อว่าทำบุญร่วมกับพระแล้วจะได้อานิสงส์มาก จึงมีการทำบุญเข้ากรรมขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อให้พระต้องอาบัติสัง ฆาทิเลส นี้แล้วต้องทำพิธีเข้ากรรมที่เรียกอีกอย่างว่า วุฏฐานพีธี คือระเบียบอันเป็นเครื่องออกจากอาบัติ

ประกอบพิธีปริวาสมานัตต์ ปฏิกัสสนาและ อัพภาน เป็นขั้นตอนการอยู่กรรมของพระที่ต้องจำกัดที่อยู่เพื่อทรมานร่างกายให้หายจากกรรม เป็นการชำระจิตใจให้หายมัวหมองบางแห่งถือว่า เมื่อ บวชแทนคุณมารดาได้จะต้องอยู่กรรมเพราะมารดาก็เคยอยู่กรรมเมื่อคลอดบุตร โดยเชื่อว่า มีพระรูปหนึ่งได้ต้องอาบัติเพียงเล็กน้อยที่เอามือไปทำใบ ตระไคร้น้ำขาดแล้วไม่ได้แสดงตนว่าต้องอาบัติเมื่อมรณะจึงเกิดเป็นนาค เพียงเพราะอาบัติที่เล็กน้อย

ดังนั้นจึงมีพิธีการอยู่วาสกรรมเพื่อพ้นอาบัติ โดย มีสถานที่เข้ากรรมที่เงียบสงบ มีกุฏิให้พักเพื่อเข้ากรรมคนเดียว โดยพระที่ต้องอาบัติแล้ว ต้องบอกพระสี่รูปให้รู้ว่าได้เวลาแล้วจึงเข้ากรรม ซึ่งตามวินัย มุขผู้เข้าต้องประพฤติมานัตต์ คือ นับราตรี ครบหกราตรี จึงสวดระงับอาบัติ อัพภาน ในระหว่างการเข้ากรรมต้องสารภาพความผิดต่อพระ ๔ รูปเป็นผู้ รับรู้ ส่วนการออกต้องมีพระ ๒๐ รูปให้อัพภาน

พระผู้ออกจากกรรมแล้วถือว่าหมดมลทิณ เป็นผู้บริสุทธิ์ การรับภิกษุผู้ต้องอาบัติหนักได้ลงโทษ คืออยู่ ปริวาสหรือมานัตต์ให้กลับเป็นพระบริสุทธิ์โดยพระสวดระงับอาบัติ ว่า อัพภาน ซึ่งทำให้หมดมลทิณ บริสุทธิ์ สำหรับชาวเข้ามาส่วนเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้ อุปถัมภ์ด้วยจตุปัจจัยแด่ภิกษุตลอดเวลาเข้ากรรมและวันออกจากกรรมต้องมีการทำบุญให้ทาน

ซึ่งปัจจุบันมีการทำบุญนี้พียงบางตำบลบางหมู่บ้านเท่า นั้นที่ทำจริงๆจังๆแบบดั่งเดิม โดยมีคำบอกเล่าทางศาสนามีคำสอนของคนเฒ่าแก่ก็เน้นย้ำให้ลูกหลานได้จดจำไปปฏิบัติ คือพอถึงเดือนเจียง (เดือน อ้าย)ภิกษุสงฆ์จะต้องเตรียมพิธีเข้าปริวาสกรรม เพราะถือเป็นธรรมเนียมประเพณีมาแต่โบราณอย่าได้ทิ้ง หาไม่แล้วจะทำให้เกิดภัยพิบัติได้ ด้วยคำ สอนนี้ชาวอีสานจึงนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่ยังคงถือปฏิบัติตามบุญประเพณี  12  เดือนหรือเรียกในภาษาไทยอีสานว่า “ฮีตสิบสอง”เพราะเป็นประเพณีวัฒนธรรมของชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาลาวเป็นภาษาแรก  โดยที่ชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่เต็มพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยส่วนใหญ่ 

โดยที่ชนทั้ง 2 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันในอดีตและอาศัยอยู่รวมกันในพื้นที่ที่เคยเป็นอาณาบริเวณที่เรียกกันว่าอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์มาอย่างยาวนาน  มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจนตกผลึกทางปัญญา  พัฒนาบ้านเมืองและการปกครองมีความเจริญระดับอารยธรรม  จัดการเป็นแบบแผนวัฒนธรรมการปกครองด้วยอัตลักษณ์ร่วมของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว  ผ่านจารีตประเพณีความเชื่อ

และพิธีกรรมต่างๆ สั่งสมกันมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายผนวกับหลักปรัชญาพระพุทธศาสนาถูกนำมาผสมผสานกันอย่างลงตัว  ก่อเกิดผลลัพธ์ให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขรักสันติมาตลอดร่วมพันปี  จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันว่า “ฮีตบ้านคองเมือง”  เป็นกลไกควบคุมสังคม  อันมีรายละเอียดกล่าวคือคำว่า “ฮีต” มาจากคำว่า จาฮีต หรือ จารีต (tradition)

  หมายถึงแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา  ส่วนคำว่าฮีตบ้าน  หมายถึง ประเพณีการทำบุญของคนและครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาวที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตาม “ฮีตสิบสอง” ส่วนคำว่า “คอง” นั้นมาจากคำว่า “คลอง” หรือ “ครอง” (Rule)  หมายความถึงแนวทาง , ทาง หรือแบบฉบับ  ฉะนั้น คำว่า    “คองเมือง” จึงหมายถึงแบบแผนการดำเนินชีวิตสำหรับนักปกครอง  ที่ควรยึดถือปฏิบัติปกครองบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรือง 

ซึ่งกฎเกณฑ์การครองเมืองมีอยู่  14  ข้อ  จึงนิยมเรียกง่าย ๆ ว่า “คองสิบสี่” หรือครรลองสิบสี่ อันอาจกล่าวได้ว่าเป็นคติชนที่กำหนดให้ชนชั้นปกครองต้องยึดถือปฏิบัติและรับผิดชอบต่อประชาชนโดยแบ่งการคองเมืองเป็น 3 ระดับ คือ 1) คองสิบสี่สำหรับนักปกครอง  2) คองสิบสี่สำหรับพระภิกษุสงฆ์ และ 3) คองสิบสี่สำหรับบุคคลทั่วไป (วสันต์ชัย  กากแก้ว : 2552) 

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะคองสิบสี่สำหรับประชาชนทั่วไปเพื่อชี้ให้ความสำคัญกับ “ฮีตบ้าน” เป็นอย่างมากเพื่อพิจารณาถึงความกลมกลืนกันกับวิถีปฏิบัติของคองสิบสี่สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น  เน้นการดำเนินชีวิตเพื่อการพึ่งตนเอง เป็นทั้งแนวทางปฏิบัติต่อการควบคุมตนเองและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบกับคนอื่น ๆ มีรายละเอียดสังเขป คือ

ประเพณีต่าง ๆ

1)  เมื่อพืชผลกล้าหมากออกผลแล้วอย่าเพิ่งกิน  ให้เอาไปทำบุญหรือให้ผู้ถือศีลกินก่อน  กล่าวคือให้นำไปถวายพระหรือผู้ทรงศีลก่อนและแจกจ่ายแบ่งปันญาติพี่น้องก่อน  ตนจึงกินภายหลัง

2)  อย่าเป็นคนโลภหลังกำไรมาก  ด้วยการโกงตาชั่ง  จ่ายเงินก็กินดอกเบี้ย  ปลอมแปลงเงินตรา  หรือกระทำอื่นใดที่เอาเปรียบคนอื่น ๆ รวมทั้งอย่าด่ากันด้วยคำหยาบคาย

3)  ต้องล้อมรั่วบ้าน  ร่วมกันดูแลกำแพงรั้วหรือศาสนสถาน  สร้างหอบูชาเทวดาภูมิบ้านสี่ทิศ  ด้วยความศรัทธาและปฏิบัติบูชาอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและชุมชน

4)  ก่อนจะขึ้นบ้านทั้งของตอนเองและของผู้อื่น  ต้องล้างเท้าหรือชำระตนเองให้สะอาด  ซึ่งคล้ายเตือนสติให้รู้จักความเกรงใจและหมั่นดูแลตนเองให้สะอาดหมดจดทั้งกายและใจ

5)  เมื่อถึงวันพระหรือวันศีล 7-8 ค่ำ และ 14-15 ค่ำ ต้องขอขมาบริเวณครัวไฟหรือเรือนไฟ บันไดและประตูของบ้าน  เพื่อระลึกถึงบุญคุณของสิ่งดังกล่าวและเพื่อตอกย้ำความเชื่อถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของมีคุณและมีผู้รักษา

6)  ก่อนเข้านอน ควรล้างเท้าหรือทำความสะอาดเท้าของสามีหรือบุคคลใดในบ้านที่เป็นผู้ทำงานหนักเป็นหลักของบ้านเรือน

7)  ถึงวันพระหรือวันศีลให้เอาดอกไม้ธูปเทียนสมมา (ขอขมา) หัวหน้าครอบครัวและพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ที่มีบุญคุณ  และจัดดอกไม้ธูปเทียนและกรวยขันธ์ไปถวายพระสงฆ์ที่วัด  เพื่อให้ท่านนำไปบูชาพระพุทธรูปในอุโบสถต่อไป

8)  ในวันเดือนดับหรือวันเพ็ญ  ให้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมงคลที่บ้านและทำบุญตักบาติเลี้ยงพระ

9)  เมื่อจะทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์  จงเตรียมพร้อมอย่าให้ท่านคอย และต้องสำรวมกาย  วาจา ใจ  โดยต้องระมัดระวังอย่าให้โดนบาตร  ไม่สวมรองเท้า  ไม่กางร่ม ไม่อุ้มเด็ก ไม่ถืออาวุธ หรืออื่นใดอันเป็นการไม่สำรวม  เป็นต้น

10)  เมื่อออกพรรษา  พระสงฆ์เข้าปริวาสกรรมให้นำดอกไม้ธูปเทียนและเครื่องอัฐบริขาร (ของใช้สำหรับสงฆ์) ไปถวาย

11)  หากพบพระภิกษุสงฆ์เดินผ่านมา  ให้นั่งลงแล้วยกมือไหว้ ก่อนจะเจรจา

12)  หากมองเห็นเงาของพระภิกษุสงฆ์ทอดผ่านมา  จงหลบและอย่าเหยียบย่ำ

13)  อย่าเอาอาหารที่กินเหลือไปถวายพระหรือเก็บไว้ให้สามีหรือผู้นำครอบครัวกินต่อ  หากจำเป็นก็ให้ตักไว้ก่อนที่ตนจะรับประทาน

14)  อย่าเสพกามคุณหือให้ละเว้นกามกิจในวันพระหรือวันศีล  เพื่อทำตัวให้บริสุทธิ์ในการถือศีลห้าหรือศีลแปด  หากยังกระทำตามใจลูกหลานที่คลอดออกมาจะเป็นเด็กดื้อสอนยากจะเห็นว่าคองสิบสี่สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น ถือเป็นครรลองที่ต้องถือปฏิบัติทั้งต่อตนเอง  ต่อพระภิกษุสงฆ์  ต่อสามีภรรยาหรือผู้นำครอบครัว 

และต่อญาติมิตรและผู้อื่น ๆ หากดำเนินการตามคองสิบสี่ดังกล่าว  จะมีบุคลิกสัมมาคารวะ  นอบน้อมถ่อมตน  เอื้ออาทร เมตตากรุณา  รู้กาลเทศะ  รู้จักแสดงออกถึงความรักและความเคารพต่อกัน  อันจะทำให้สังคมมีความสงบสุขต่อไป (วสันต์ชัย  กากแก้ว :  2552)

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  ส่วนใหญ่ยังถือปฏิบัติและพยายามมีส่วนร่วมในงานบุญประเพณี  12  เดือน และมีค่านิยมครองเรือนตามครรลองหรือคองสิบสี่ 

รวมทั้งถือปฏิบัติได้มากพอสมควร  หากมีการฟื้นฟูบุญประเพณีสิบสองเดือนให้เกิดการทำกิจกรรมร่วมกันทั้งบ้าน วัด และโรงเรียน  น่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาสังคมบางประการ  และความเจริญทางจิตใจรวมทั้งความสงบสันติจะคืบคลานเข้ามาทีละน้อย ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

สนับสนุนโดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexygaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot , Slot game , Joker slot , Joker slo

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Related Post