พระราชาหนุ่มองค์หนึ่ง

พระราชาหนุ่มองค์หนึ่ง

พระราชาหนุ่มองค์หนึ่ง

พระราชาหนุ่มองค์หนึ่ง


พระราชาหนุ่มองค์หนึ่ง
ประทับอยู่แต่ในปราสาทจนหงุดหงิดสุดจะทน จึงทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดของชาวบ้านและออกไปประพาสนอกปราสาทพร้อมผู้ติดตาม พระราชาเสด็จมาถึงตลาดแห่งหนึ่ง ทอดพระเนตรคนแก่ที่กำลังตีเหล็กคนหนึ่ง ฝีมือของช่างตีเหล็กช่างเชี่ยวชาญ เสียงตีเหล็กดังเป็นจังหวะ น่าฟัง ตึงๆ ตังๆ ดั่งเสียงดนตรี พระราชาฟังแล้วอดเคลิ้มไม่ได้

พระราชาจึงตรัสกับเขาว่า  “คุณลุงครับ  งานของคุณลุงนี่น่าสนุกเสียจริงๆ”

“เหลวไหล” ช่างตีเหล็กพูดอย่างไม่เห็นด้วย “เครื่องมือเหล็กนั่นหนักมาก เตาหลอมนั่นก็ร้อนมาก ข้าลำบากมาทั้งวัน แต่หาเงินได้ไม่เท่าไหร่ ไม่เห็นน่าสนุกเลยสักนิด”

พระราชาตรัสด้วยความอยากรู้ “ ถ้าเช่นนั้นคุณลุงคิดว่าชีวิตแบบไหนถึงจะสนุกล่ะครับ”

“ก็ต้องเป็นพระราชาน่ะสิ” ช่างตีเหล็กพูดต่อโดยไม่ต้องคิด “พระราชาอาศัยอยู่ในปราสาทอันหรูหรา มีอาหารอันโอชะให้กินไม่หมด มีเหล้ารสเยี่ยมให้ดื่มได้ไม่อั้น มีบริวารคอยรับใช้ นับไม่ถ้วน แถมยังมีมเหสีได้อีกตั่งหลายคน ใช้ชีวิตอย่างนี้น่าจะดีไม่น้อยเชียวล่ะ”

พระราชาดำริว่าพระองค์น่าจะทำเรื่องดีสักเรื่องด้วยการทำความฝันของชายชราช่างตีเหล็กให้เป็นความจริง ให้เขาได้เป็นพระราชาสักหนึ่งวันดูบ้างเถอะ

คืนนั้นพระราชาอยู่ที่บ้านของช่างตีเหล็ก ทรงดื่มเหล้ากับเขา และทรงกำชับให้ผู้ติดตามพาชายชรากลับไปยังปราสาท ให้เขาใส่เสื้อผ้าอันหรูหรา แล้ววางเขาลงบนเตียงที่อ่อนนุ่มน่าสบาย

พระราชายังทรงมีรับสั่งกับทุกคนในปราสาทว่าต้องปฏิบัติต่อช่างตีเหล็กดั่งเป็นพระราชา ตามปกติทุกคนปฏิบัติต่อพระราชาเยี่ยงไร ก็ให้ปฏิบัติต่อช่างตีเหล็กเยี่ยงนั้นด้วย

วันที่สองเมื่อช่างตีเหล็กตื่นนอนก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ ณ ที่ใด ในตอนนี้เอง นางรับใช้คนหนึ่งก็ปลักประตูเข้ามา พูดกับเขาว่า

“อรุณสวัสดิ์ฝ่าบาท ขอทรงอนุญาตให้หม่อมฉันช่วยแต่งองค์สักนิดนะเพคะ สักประเดี๋ยวขอทูลเชิญฝ่าบาทเสวยพระกายาหารเช้าเพคะ”

ช่างตีเหล็กตะลึงงัน ปล่อยให้นางรับใช้เดินมาเปลี่ยนเสื้อผ้า หวีผมให้อย่างงงงวย เมื่อเดินเข้าไปยังห้องอาหารอันวิจิตรตระการตา  เขาก็ยิ่งไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง บนโต๊ะอาหารเลี่ยมทอง มีอาหารอันอุดมสมบูรณ์วางอยู่ มีหลายอย่างเป็นผลไม้และอาหารล้ำค่าที่เขาไม่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ช่างตีเหล็กชราลงมือรับประทานอาหาร อย่างมีความสุข

พระราชาซึ่งหลบอยู่ด้านข้างพอพระทัยเป็นที่สุด ทรงตัดสินใจว่าจะไม่แอบดูอีกต่อไปแล้ว ปล่อยให้ช่างตีเหล็กได้สุขสำราญสักวันเถอะ

คืนนั้นชายชราถูกส่งกลับบ้านขณะนอนหลับ

ผ่านไปไม่กี่วันพระราชาก็ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดชาวบ้าน และไปเยี่ยมช่างตีเหล็กอีก ทรงคิดว่าวันนั้นเป็นวันที่ช่างตีเหล็กยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิตทีเดียว ชายชราน่าจะมีความสุขเป็นแน่แท้

คาดไม่ถึงว่า เมื่อช่างตีเหล็กเห็นพระราชาก็รีบเอ่ยขึ้นว่า “คราวก่อนได้กินเหล้ากับเจ้าแล้วข้าก็ฝันร้ายน่าหวาดผวาเลยทีเดียว”

“ฝันร้ายหรือ เป็นได้อย่างไรกัน” พระราชารู้สึกผิดหวังนิดหน่อยดั่งสายน้ำ หรือ เปลวเพลิง

“มันช่างเป็นฝันที่เหมือนจริงมาก ข้าฝันว่าตัวเองกลายเป็นพระราชา กินอาหารเข้าไปไม่กี่คำ ก็มีพวกขุนนางใหญ่เข้ามาบอกว่ามีข้อราชการจะหารือกับข้า คำพูดของพวกเขานั้น ข้าฟังไม่รู้เรื่องเลยสักคำ ต่อมาก็มีคนจะให้ข้าอ่านและสั่งการเอกสารทางราชการ ทั้งบ่ายก็หมดไปแล้ว พอตกกลางคืน ข้าคิดว่าจะได้พักหลับให้สบายเสียหน่อย บรรดามเหสีเริ่มชิงดีชิงเด่นหึงหวงกัน โชคดีนะที่ตื่นมาอีกวัน ข้าถึงรู้ว่ามันเป็นแค่ความฝันท่านั้น”

แง่คิดสะกิดใจ

พระราชาทรงคิดไปเองว่าได้ช่วยให้ช่างตีเหล็กฝันดีวันหนึ่ง ทว่าทรงนึกไม่ถึงว่า สำหรับช่างตีเหล็กแล้วกลับกลายเป็นฝันร้าย ฯลฯ

ความร่ำรวยอู้ฟู่ ใครๆก็อิจฉา แต่น้อยคนที่จะพิจารณาในทางกลับกันว่า เราต้องแลกด้วยการสูญเสียอะไรไปบ้าง การจะได้มาซึ่งความสำเร็จมีชื่อเสียง เราอาจจะต้องสะสางการงานมากมายก่ายกองทุกวัน ต้องยุ่งตัวเป็นเกลียวอยู่กับงานตลอดทั้งวัน  กว่าจะได้มาซึ่งความรุ่งโรจน์ในงาน แถมอาจจะต้องคอยกังวลว่ากิจการจะทำกำไรหรือไม่ แล้วยังต้องเลี้ยงรับรองลูกค้าอยู่เสมอ


เวลาสั้นๆเพียงไม่กี่เดือน ชายผู้หนึ่งก็เปลี่ยนงานมาแล้วหลายอย่าง อีกทั้งเป็นการลาออกเองทั้งสิ้น เหตุผลเหมือนๆเดิมคือเขาคิดว่าไม่มีคนเห็นความสามารถของเขา ไม่ได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญจากบริษัท เขาเจอใครก็บ่นว่านายจ้างมีตาแต่หามีแววไม่ พร้อมบอกว่า “ฉันเชื่อว่าฉันไม่สมหวังเพียงชั่วคราวเท่านั้น ต้องมีสักวันที่มีคนเห็นคุณค่า”

วันหนึ่งเขาไปเดินเล่นที่ชายหาดกับบิดาแล้วก็บ่นขึ้นมาอีก พ่อจึงกอบทรายขึ้นมา 1 กำ แล้วคลายมือให้ทรายไหลกลับสู่หาดทราย ต่อมาก็ถามลูกชายว่า “ลูกเก็บทรายกำเมื่อครู่คืนมาได้หรือไม่”

“จะทำได้อย่างไรทรายมันปนกันไปหมดแล้วนี่ครับ” ลูกชายพูด

พ่อจึงถอดสร้อยทองที่คอออกมา ทิ้งลงบนพื้นทรายแล้วถามอีก “ถ้าเช่นนั้นลูกหาสร้อยทองพบไหมล่ะ”

“หาพบแน่นอนสิครับ จะไปยากอะไร” ลูกชายพูดพร้อมกับหยิบสร้อยทองขึ้นมาทันที

“ลูกเอ๋ยหากลูกเป็นทองปนอยู่ในทราย แน่นอนว่าพักเดียวก็จะมีคนพบ แต่ถ้าลูกเป็นแค่เพียงทรายเม็ดหนึ่ง เช่นนั้นลูกก็จะปนอยู่ในพื้นทรายตลอดไป” พ่อพูดพลางถอนใจ “อยากให้เซียนม้าเห็นคุณค่า ตนเองก็ต้องเป็นม้าดีมีชื่อเสียก่อน”

ระหว่างพรสวรรค์กับความขยัน ข้าพเจ้าไม่ลังเลที่จะเลือกอย่างหลัง เพราะว่าความขยันเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน

คัดลอกโดย พลอยศรี จากหนังสือ วางได้ก็ไร้ทุกข์

สวัสดีค่ะ บ่ายๆว่างๆจับหนังสือมาอ่านแล้วเราก็มีเรื่องราวที่ชอบมาบันทึก รู้สึกว่านี่คือกิจกรรมของพลอยศรีเลย คือว่าสามสี่วันมานี้พลอยศรีไม่ค่อยได้มีกิจกรรมถ่ายภาพเกี่ยวกับอาหารการกิน การทำเท่าไหร่นัก เพราะช่วงนี้พลอยศรีไม่ค่อยได้อยู่บ้านและก็คิดทำเมนูอะไรใหม่ๆเท่าไหร่ค่ะ อาหารที่ทำก็จะเป็นอาหารง่ายๆทำประจำๆ และก็ทำแบบคุ้นเคย

เนื่องจากว่า ช่วงสี่ซ้าห้าวันที่ผ่านมา บ้านเราวิ่งไปวิ่งมากับกิจกรรมนอกบ้าน ไหนจะกิจกรรมพบปะเพื่อน ไหนจะกิจกรรมพบหมอ ไหนจะกิจกรรมเรียกช่างมาทำนั่น ทำนี่ ไปแต่เช้ากลับเข้ามาก็ค่ำๆเลย อาหารการกินเลยทำแบบหม้อใหญ่แล้วแพ๊กใส่ตู้เย็นแล้วอุ่นกินให้พอดีวัน ผัดผัก ทอดไข่เสริมอย่างง่าย ฮาฮา

และก็นั่นแหละค่ะ พอออกนอกบ้านไปนั่นไปนี่ก็ไม่วายที่จะพกหนังสือใส่กระเป๋าไป เอาไว้อ่านเวลานั่งรถไฟ เวลานั่งรอหมอ เวลานั่งรอช่าง อ่านแล้วเจออะไรถูกใจ ได้ข้อคิดก็จะพับมุมไว้เดี๋ยวกลับบ้านมาก็จะค่อยๆทยอยบันทึกไป

เคยมีเพื่อนพลอยศรีถามพลอยศรีว่า “ทำไมถึงเอาเรื่องในหนังสือมาบันทึกล่ะ ในเมื่อหนังสือก็ของพลอยศรีเองนิ เสียเวลาทำ หนังสือของเราจะเปิดอ่านเมื่อไหร่ก็ได้” ซึ่งมันก็จริงค่ะ

พลอยศรีก็ตอบเพื่อนไปว่า ที่บันทึกเพราะมันจะช่วยเน้นย้ำ เน้นจำ บางทีอ่านแล้วก็ผ่านไป อ่านสิบเที่ยวก็จริงแต่พอเวลาผ่านไปสองปีไอ้สิบเที่ยวที่อ่านนั้นมันไม่อยู่กับพลอยศรีแล้ว มันหายไปไม่ทิ้งร่องรอยเลย เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าเราบันทึกไว้ มันเหมือนเราเลือกเรื่องที่เราชอบจริงๆ เ

ราคัดมาแล้ว มาอ่านซ้ำ มาจด และเราก็ใส่สอดแทรกความคิดลงไป บวกเสริมประสบการณ์ที่เราอาจจะเคยพบ หรือยังไม่เคยก็ตามแต่อาจไปสอดคล้องกับที่เคยได้ยิน ได้ฟังมาจากที่อื่นก็บ้าง มันจะช่วยให้เกิดการจดจำที่ดีขึ้น เพราะมันเป็นเรื่องที่เราพิมพ์ไป คิดทบทวนไป มันเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นๆ

พลอยศรีมาคิดๆดูแล้ว ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาเราก็อ่านหนังสือเยอะจริงๆนะ ทั้งหนังสือเล่ม ทั้งอ่านผ่านสื่อโซเชียวต่างๆ แต่เอาจริงๆพอผ่านไป จำไม่ได้จริงๆ เพราะเราอ่านแค่ฆ่าเวลาไม่ได้เอาไปใช้ต่อยอดที่ไหน

พออ่านซ้ำสองบรรทัดจะคิดได้อ๋อเราเคยอ่านมาแล้วนะ เรื่องนี้แต่ลืมแล้วว่ามีเรื่องราวอย่างไร พอมาอ่านใหม่ก็ชื่นใจใหม่อีกครั้ง จำได้ไปอีกพักนึง พอผ่านปีไปก็เหมือนเดิม พลอยศรีจึงรู้สึกว่าตัวเองถนัดบันทึกไว้ จริตของเราเป็นแบบนี้จริงๆ เพราะทำไว้แล้วเราเข้าใจ เรานำไปปรับใช้ได้ตลอด พลอยศรีว่าพลอยศรีนี่เป็นโรคความจำสั้นนะ ฮาฮา แต่ถ้าจดบันทึกไว้ พอเห็นเรื่องนะจำได้หมดเลย

บางทีก็รักหนังสือนะ ไม่อยากขีด ไม่อยากเขียน แต่เล่มที่ชอบจริงๆก็ขีดบ้าง เขียนบ้าง แต่ก็ไม่อยากทำเพราะบางทีเราก็ส่งต่อ ส่งมอบให้คนอื่นต่อไปไม่ว่าจะ บ้าน วัด โรงเรียน หรือ ห้องสมุดชุมชน เราก็ไม่อยากให้หนังสือมันเละเทอะ เละเทะแก่ผู้อ่านคนอื่นๆ พลอยศรีจึงเลือกใช้วิธีนี้แหละ บันทึกเรื่องราวที่เราชอบ และอยากขีดอยากเขียน อยากจะเน้นสีอะไรก็ใส่ไป อิอิ

และเรื่องราวสร้อยทองบนหาดทรายพลอยศรีอ่านเมื่อไหร่จำไม่ได้เลย คือ ขำตัวเองอ่ะ แต่เป็นหนังสือเราก็ใช่แหละว่าเราต้องอ่านแล้ว พอวันนี้อ่านแล้วรู้สึกสะกิดใจจริงๆ ว่าทุกวันนี้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ

ผู้คนขาดความอดทน แต่ทุกคนมีฝันเป็นของตัวเอง หลายๆคนพยายามตามล่าฝันไปเรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยปฏิบัติอะไรจริงๆจังๆ พอลงมือทำแป๊บๆก็เลิก และบอกว่าทำไม่ได้ ทำไม่ดี ไม่มีคนเห็นค่า ไม่มีคนสนใจ เปลี่ยนที่ใหม่ เปลี่ยนฝันใหม่ไปเรื่อยๆ จนวันเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายๆคนยังย่ำอยู่ที่เดิมในหลายๆเรื่องราวที่พลอยศรีได้พบได้ฟังมา

พลอยศรีก็มีความฝัน ฝันว่าพลอยศรีอยากเขียนหนังสือ ฝันว่าอยากทำอาหารต่างๆเป็น อยากบอกเล่าวิธีการทำอาหาร แต่เพราะพลอยศรีไม่ได้จบการเขียนมา ไม่ได้จบการครัวมา ก็เขียนมั่วๆ ฝึกทำอาหารตามยูทูปไป อ่านหนังสือไปเรื่อย ทำตามใจชอบ ทำตามความต้องการของหัวใจ เขียนไปตามความคิด

บางทีเขียนบันทึกเรื่องอาหารเพื่อนๆก็ขำที่พลอยศรีทำอาหารขาดๆเกินๆ และก็บอกว่ามาทำๆไม เพราะใครๆก็ทำอาหารได้ เปิดดูยูทูปได้ พลอยศรีก็ทำมึนๆเขียนมึนๆต่อไป ฮาฮา ตามอารมณ์และความชอบของฉัน

เปิดบันทึกขึ้นมาสร้างเป็นหนังสือของเรา และเราก็เขียนไปมั่วๆตามความนึกคิดของเรา ผ่านมาวันนี้พลอยศรีมีหนังสือบันทึกเล่มโตที่มีเนื้อหาปะปนสาระพัดไม่ได้เจาะจงไปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็พยายามเขียน

ทำสะสมมา จนวันนี้พลอยศรีรู้แล้วว่าพลอยศรีมีหนังสือของตัวเองเล่มใหญ่มากๆที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์สวยงาม ถูกหลักการนัก แต่จับต้องได้ สร้างความภาคภูมิใจ สร้างความสุุขอันยิ่งใหญ่ให้พลอยศรีได้ และก็ได้สร้างเรื่องราวแรงบันดาลใจให้ใครบางคนได้

ณ ตอนนี้ พลอยศรีรู้แล้วว่าวันนี้ตัวพลอยศรีเป็นสร้อยทองเส้นเล็กๆในพื้นทราย ถึงไม่ใหญ่มากจนเห็นชัดโดดเด่น อาจต้องงม ต้องควานหากันหน่อย แต่วันนี้พลอยศรีก็เห็นว่าความฝันของพลอยศรีเป็นรูปเป็นร่างขึ้นนะ ยังไงถึงจะต้องงม

ต้องควานบ้าง ก็หาไม่ยากจนเกินไปนัก เพราะยังไงสร้อยทองก็ยังแตกต่างจากเม็ดทรายเนาะ ถ้านึกย้อนไปพลอยศรีเลิกความฝันในการบันทึกเพราะคำเพื่อนถามเพื่อนพูดในวันนั้น

วันนี้พลอยศรีก็คงไม่มีบันทึกเล่มโตให้เปิดอ่าน ความคิดก็คงแค่คิดออกมาและก็จางหายไปตามกาลเวลา แต่พลอยศรีไม่สนใจคำเหล่านั้นถึงแม้จะผิดพลาด ไม่สวยงาม ไม่ชวนอ่านในสายตาใครๆก็ตามที แต่สำหรับพลอยศรีแล้ว ความคิดที่เป็นแค่เรื่องจินตนาการ เป็นแค่นามธรรม วันนี้มันถูกถ่ายเทออกมาเป็นตัวอักษร เป็นรูปธรรม เป็นสร้อยทองบนผืนทราย

สนับสนุนโดย แทงบอล , บาคาร่า , PG SLOT , สล็อต 

One thought on “พระราชาหนุ่มองค์หนึ่ง

Comments are closed.