พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังจะอายุครบ 30 ปีในปีหน้า 

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังจะอายุครบ 30 ปีในปีหน้า 

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังจะอายุครบ 30 ปีในปีหน้า  สเตอร์ ยูไนเต็ด ครองอันดับ 1 ตลอดกาลในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก หลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จมากมายโดยเฉพาะในยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ขณะที่ ลิเวอร์พูล ทำได้เพียงแค่อันดับ 4 เท่านั้น ด้าน แมนฯ ซิตี้ แม้จะเจ๋งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแต่ยังเป็นรองอีกหลายทีม

          

โดยตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่า ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีถือเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป และมีนักเตะชั้นนำมากมายทั่วโลกอยากจะย้ายมาค้าแข้งที่นี่

           สำหรับฤดูกาล 2021/2022 ที่จะเปิดฉากในวันที่ 13 สิงหาคมนี้

เบรนท์ฟอร์ด จะกลายเป็นทีมที่ 50 ที่ได้เข้ามาเล่นในพรีเมยร์ลีก นับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งขึ้นมาในปี 1992 ส่วน แมนเชสเตอร์ ซิตี้

มหาอำนาจของลีกในปัจจุบัน แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นลีกล่างก่อนหน้านี้ ยังมีผลงานห่างไกลจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ตลอดกาลบนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก

            ปัจจุบันมีเพียง อาร์เซน่อล, เชลซี, เอฟเวอร์ตัน, ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เท่านั้นที่ยังคงเกาะกลุ่มเป็นจ้าวลูกหนังในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน

ADVERTISEMENThttps://e9e44ea7b35ee04723e14325f8da3857.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.htmlx

           อย่างไรก็ตามทีแค่ 6 สโมสรเท่านั้นที่ผ่านการฟาดฟันในลีกจำนวน 1,114 เกมเท่ากัน ขณะที่

แอสตัน วิลล่า เป็นอีกทีมที่ลงเล่นไปแล้ว 1,000 เกม ส่วน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ขาดอีกแค่ 4 เกมก็จะทำสถิติลงเล่นแตะ 1,000 เกม

สำหรับ แมนฯ ซิตี้ กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ลงสนามไป 900 แมตช์ 

           ส่วนสโมสรที่ยืนหนึ่งในตำแหน่งจ่าฝูงตลอดกาลบนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกคือทีมไหนนะเหรอ ? ไม่ต้องเดาก็คงตอบกันได้อยู่แล้วนั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัยในยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้สัมผัสแชมป์ลีกมาตั้งแต่ปี 2013 แต่สามารถเก็บคะแนนได้ถึง 2,308 คะแนน 

ADVERTISEMENThttps://e9e44ea7b35ee04723e14325f8da3857.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

           ขณะที่ อาร์เซน่อล เก็บแต้มได้ 2,072 คะแนน ทำผลงาน

ได้อย่างน่าเหลือเชื่อในยุคอาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส โดยเขาประสบความสำเร็จมากมายกับสโมสรตลอด 22

ฤดูกาลที่อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับทีม ตามด้วย เชลซี ที่ติดอันดับ 3 สามารถเก็บได้ 2,064 คะแนน ตามหลังคู่อริร่วมกรุงลอนดอนแค่ 8 แต้มเท่านั้น 

           ด้าน “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เคยเป็นมหาอำนาจลูกหนังลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมาตลอด แต่เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อจาก ดิวิชั่น 1 เป็น พรีเมียร์ลีก พวกเขาก็ควานหาความสำเร็จไม่เจอเลย จนกระทั่งได้แชมป์เมื่อฤดูกาล 2019/2020 รั้งอันดับ 4 โดยมี สเปอร์ส ติดอันดับ 5  สำหรับ แมนฯ ซิตี้ ลงแข่งน้อยกว่า เอฟเวอร์ตัน ถึง 190 เกม แต่มีคะแนนเหนือกว่า 1 แต้มทั้งอันดับ 

บรรดาคอลูกหนังชาวอังกฤษที่พยายามล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องให้มีการรีเพลย์แมตช์รอบชิง ศึกยูโร 2020 เนื่องจากพวกเขามองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสิน

           เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ อดีตกองกลางทีมชาติอิตาลี โพสต์ข้อความเย้ยหยันแฟนบอลชาวอังกฤษในสื่อสังคมออนไลน์โดยเจ้าตัวพร้อมที่จะลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้มีการจัดแข่งเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกยูโร 2020 อีกครั้ง เพราะยังไงบทสรุปทัพ “อัซซูรี่” ก็ชนะอยู่ดี

           ทัพ “สิงโตคำราม” ต้องน้ำตานองเมื่อพวกเขาไม่สามารถคว้าแชมป์ระดับชาติสมัยแรกในรอบ 55 ปีนับตั้งแต่ที่ได้แชมป์โลก 1966 เมื่อพ่ายการดวลจุดโทษ อิตาลี 2-3 หลังเสมอกันในเวลา 120 นาที ด้วยสกอร์ 1-1            หลังจบแมตช์ดังกล่าวสาวก “ทรี ไลอ้อนส์” จำนวนมากรู้สึกว่าชาติบ้านเกิดของพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมก็เลยทำการล่ารายชื่อได้มากกว่า 146,000 ราย เพื่อเรียกร้องให้สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) จัดให้มีการแข่งขันนัดชิงใหม่ 

           งานนี้ มาร์คิซิโอ ถึงกับขำกลิ้งสำหรับพฤติกรรมของแฟนบอลชาวเมืองผู้ดี โดยเจ้าตัวจัดการโพสต์ข้อความประชดประชันผ่าน ทวิตเตอร์ เว็บไซต์สังคมออนไลน์ชื่อดังเกี่ยวกับเรื่องการล่ารายเซ็นเพื่อจะให้มีการรีเพลย์แมตช์ดังกล่าว

         ” ผมสามารถไปเซ็นชื่อเพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการแข่งขันนัดชิง ยูโร 2020 ใหม่ได้ที่ไหน บอกเลย อิตาลี สามารถเอาชนะได้อีกเป็น 1,000 ครั้ง” อดีตดาวเตะ ยูเวนตุส และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ระบุ 

ADVERTISEMENThttps://40b8a38cdc0301df7f0f033e53542c92.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.htmlx

          ทั้งนี้หนึ่งในเหตุผลที่แฟนบอลชาวอังกฤษ รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสิน มาจากจังหวะที่ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กระชากคอเสื้อ บูกาโย่ ซาก้า ซึ่งจังหวะนั้นหากไม่มีการทำฟาวล์ “สิงโตคำราม” มีลุ้นได้ประตูเลยทีเดียว ที่สำคัญพวกเขายังมองควรเป็นใบแดงด้วยซ้ำ