มนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือน ในช่วงปีใหม่และต้นปีที่ผ่านมา ถึงตอนนี้เราควรพร้อมสำหรับการทำงานกันได้แล้ว สำหรับใครที่ยังไม่พร้อม หรือคนที่พร้อมแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าในปี 2020 จะกำหนดทิศทางการทำงานของตัวเองอย่างไร อยากให้ลองอ่านเทคนิคเพิ่มทักษะการทำงานให้นี้ดู

การทำงานทุกวันนี้เรื่องของ Skill หรือทักษะนั้นเป็นเรื่องสำคัญ คนที่มีทักษะในการทำงานที่หลากหลายหรือสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในการทำงานได้มากกว่าคนอื่น จะเป็นผู้ที่มีโอกาสอยู่รอดในองค์กรและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มาดู 10 ทักษะสำคัญที่ ต้องมีกัน

ปัญหาหนักแค่ไหนก็รับไหม

  • : ทักษะในการแก้ปัญหาซับซ้อน (Complex Problem Solving)

การทำงานทุกวันนี้ยากขึ้นกว่าแต่ก่อนและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากคุณสามารถรับมือกับปัญหาที่หลากหลายได้อย่างมีสติ ใจเย็นคิดวิเคราะห์

แยกแยะในการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนได้ดีแล้วละก็ คุณจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในงานนั้นไม่ยาก โดยหลักในการแก้ปัญหาจะเป็นการผสมผสานความคิดเชื่อมโยง กับการคิดเชิงระบบคู่กัน โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วยนั่นเอง

  1. แยกแยะปัญหาได้จากการคิด : คิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

การคิดแก้ปัญหาได้ ไม่เพียงพอกับการทำงานยุคใหม่อีกต่อไป คุณต้องคิดเชิงวิพากษ์ได้ คิดการใช้ตรรกะและเหตุผลมาประเมินปัญหาต่าง ๆ สามารถตีความข้อมูลที่ได้รับออกมาได้ผ่านการคิดวิเคราะห์ ทักษะนี้ใช้ได้ดีในการประชุมเพื่อ Brainstorm ระดมกำลังสมองเพื่อคิดให้ได้ชิ้นงานใหม่ เป็นต้น

  1. สร้างความแตกต่าง : มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative)

จากในอดีตที่การทำงานเชิงความคิดสร้างสรรค์ หรืองาน Creative จะมีแต่ในธุรกิจโฆษณาเท่านั้น แต่ปัจจุบันงานในแทบทุกองค์กรและทุกอุตสาหกรรม ต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปด้วยแทบจะทั้งนั้น คุณจึงควรหาไอเดียใหม่ ๆ คิดริเริ่มใส่ลงไปในชิ้นงานที่ทำ หาความคิดที่แตกต่างจากเดิมแต่ได้ผลที่มากกว่าจะทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้า

  1. สร้างภาวะผู้นำ : บริหารจัดการบุคคล (People Management)

หากอยากเติบโตในสายงานที่ทำ ต้องเป็นหัวหน้าคนอื่นเป็น คุณต้องฝึกภาวะความเป็นผู้นำ ทักษะที่ต้องมีเลยคือพูดโน้มน้าวเป็น สร้างแรงจูงใจได้ ชี้นำความคิดได้ คิดวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของคนอื่นได้ เหล่านี้คือทักษะในการบริหารจัดการบุคคลที่ผู้นำพึงมี

  1. เข้าได้กับทุกคน : ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี (Coordinating with others)

บางคนเป็นคนเก่ง แต่ทำงานได้แต่แบบ Work Independent (การทำงานด้วยตัวเองคนเดียว) ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ แต่หากอยากจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้วละก็ ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและการทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม เป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่องค์กรอยากได้จากพนักงาน อีกทักษะที่สำคัญคือความสามารถในการประสานงาน ปรับตัว ทำความเข้าใจ และรับฟังผู้อื่น นั่นเอง

เข้าอกเข้าใจผู้อื่น

  1. เข้าอกเข้าใจผู้อื่น : มีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)

เก่งในการทำงานอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ด้วย ความฉลาดในการรับรู้ เและข้าใจอารมณ์ผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ สนใจใคร่รู้ในเรื่องต่าง ๆ ความสนใจใฝ่รู้นี่ละที่เป็นปัจจัยสำคัญในการจ้างงานระดับผู้บริหารในอนาคตอีกด้วย

  1. มีความเฉียบคม : ตัดสินใจและประเมินได้ดี (Judgment and Decision Making)

แน่นอนว่าเมื่อคุณมีการคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ดีแล้ว ความสามารถในการประเมินและตัดสินใจย่อมตามมา ทักษะในการตัดสินใจที่ดีเยี่ยมคือทักษะสำคัญของการเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ ความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ยังเป็นทักษะที่มีประโยชน์ในการทำงานปัจจุบันที่มีข้อมูลหลากหลายให้จัดการอีกด้วย

  1. มีเซอร์วิซมายด์ : มีการบริการที่ดี (Service Orientation)

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การมีใจให้บริการหรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ใครก็ชอบ การช่วยลูกค้าแก้ปัญหาได้ ด้วยการบริการรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นทักษะสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ควรมีในการทำงานยุคนี้

  1. เจรจาเป็น : ทักษะในการต่อรอง (Negotiation)

การเจรจาต่อรองไม่ใช่ทักษะสำหรับอาชีพพนักงานเพียงอย่างเดียว ผู้บริหารระดับแนวหน้าที่ต้องต่อรองธุรกิจมูลค่าหลายล้านจนประสบความสำเร็จก็ต้องมีทักษะนี้ ถือเป็นทักษะที่จำเป็นในการทำงานเพื่อช่วยให้ธุรกิจยังคงอยู่ได้ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแบบนี้

  1. เปิดกว้างรับสิ่งใหม่ : ความยืดหยุ่นทางปัญญา (Cognitive Flexibility)

คนที่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้คือผู้อยู่รอดในองค์กรเสมอ เราควรพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมรับความคิดใหม่ๆ และพร้อมแก้ปัญหา ตัวอย่างง่ายๆ หากต้องมีการปรับเปลี่ยน หรือโยกย้ายพนักงานในองค์กร ก็สามารถเลือกได้อย่างเหมาะสมกับความสามารถของพนักงานนั่นเอง

โลกดิสรัปชันไม่มีใครหนีพ้น เว้นแต่จะยอมรับและ “ปรับตัว” ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเสาะหาโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งองค์กรพลังงานขนาดใหญ่ของไทย ที่ขยับตัวเปลี่ยนตัวเอง ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

3 ผู้บริหารบ้านปู (BANPU) เวโรจน์ ลิ้มจรูญ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ กิตติพล ปรีชาวีรกุล Manager – Strategy and Business Development และนภาพร อินทรีย์ Section Manager – Digital Specialist ร่วมพูดคุยถึงทิศทางในการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัล ดิสรัปชัน

เวโรจน์ เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้องค์กรที่มีพนักงานกว่า 6,300 คน ต้องลุกขึ้นมาลงมือเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง คือ เมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งมีแรงปะทะทั้งต่อบริษัท ระบบเศรษฐกิจ และการทำงานของพนักงานทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม

ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์พลังงานสีเขียว หรือ Green Energy ที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น การใช้ Digital Connectivity หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้น

157907562568

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากทำให้บริษัทต้องพยายามปรับเปลี่ยนทิศทางในการดำเนิน “ธุรกิจ” แล้ว ยังจำเป็นต้องปรับทิศทางในการพัฒนา “คน” ให้สอดคล้องกับเทรนด์ที่กำลังเชี่ยวกราก

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกที่รวดเร็ว เราจะไม่ทัน และไม่ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่ รวมถึงการแข่งขันกับธุรกิจ”

เขาย้ำว่าความสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงที่ปรับเปลี่ยนไปจากการบริหารแบบเดิมแทบจะสิ้นเชิง

เริ่มตั้งแต่การปรับสายบังคับบัญชาให้สั้นลง ตั้งแต่ CEO และผู้ปฏิบัติงาน มีเพียงอยู่ที่ 4 ระดับ ทำให้การกระจายอำนาจจากระดับบริหาร หัวหน้างาน ไล่เรียงมาจนถึงผู้ปฏิบัติงานรวดเร็ว สามารถสื่อสารกันได้เร็วขึ้น ทำให้พนักงานมีระยะเวลาในการทำงานมากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากปรับโครงสร้างให้แบนลงเพื่อความรวดเร็วแล้ว ประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิสรัปชัน คือสรรหา “คน” ที่มีศักยภาพเหมาะสมกับงาน และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร

มุมมองของ เวโรจน์ ที่สะท้อนว่าความถนัดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางรอดของคนทำงานในยุคนี้อีกต่อไป ไม่ว่าจะคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นหัวหน้างาน หรือเป็นเด็กจบใหม่ก็ต้องพัฒนาตัวเองไปสู่ทักษะที่หลากหลายหรือ Multi Skill กันทั้งนั้น

157907556250

เพราะโลกดิสรัปชันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ทุกชั่ววินาที และคาดเดาได้ยาก ทักษะการทำงานที่รอบด้านและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมจึงจำเป็นสำหรับการทำงานยุคใหม่

ด้วยสาเหตุนี้ ทำให้ปัจจุบันองค์กรไหนๆ ก็ต่างมองหาพนักงานที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งมิติของ Hard Skill ที่หมายถึงทักษะทางวิชาการ เช่น ทักษะในการเรียนรู้และเข้าใจด้านเทคโนโลยี ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 3 ฯลฯ

ขณะที่ Soft Skill หรือทักษะในการใช้ชีวิตและบริหารจัดการตัวเอง เพราะทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่มีคุณภาพ โดยทักษะขั้นต่ำควรมีสำหรับการทำงานในปัจจุบันและอนาคต ได้แก่

1) Critical thinking skill : ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

ในยุคที่ข้อมูลไหลบ่า คนทำงานควรมีทักษะในการจัดระเบียบ วิเคราะห์ และนำข้อมูลจำนวนมากใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ด้วยตัวเอง

2) Change management skill : ทักษะในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลง

เข้าใจ และจัดการกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

3) Communication skill : ทักษะในการสื่อสารที่ดี

ในยุคดิจิทัลทุกคนมีอิสระในการสื่อสาร แต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะการใช้เครื่องมือคือ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง แม่นยำ และเหมาะสมกับสถานการณ์เป็นทักษะที่จำเป็นมากที่สุด

การพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้สอดคล้องกับธุรกิจยุคนี้ ไม่ใช่แค่การค้นหาคนรุ่นใหม่ ที่เหมาะกับการขับเคลื่อนองค์กรเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของพนักงานที่อยู่ในองค์กรให้มีทักษะใหม่ๆ (Upskill)

และพัฒนาความสามารถเดิมให้แข็งแกร่งมากขึ้น (Reskill) เช่น เพิ่มทักษะการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก (Global Mindset), ทักษะทางการตลาด (Commercial Mindset) และทักษะในการบริหารจัดการคน (People Management) ฯลฯ

“น้องๆ รุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาในการพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น บริษัทต้องการมัลติสกิลแม้ไม่ใช่สกิลที่ยิ่งใหญ่ แต่สามารถปรับตัวได้ เติบโตได้ และทำงานอย่างมีความสุข การทำงานยุคใหม่จะต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ปราดเปรียว เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์” เวโรจน์ กล่าว

ขณะที่ นภาพร อินทรีย์ เล่าว่า “Work life Balance เป็นสิ่งที่ทุกคนมองหา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สนับสนุนให้พนักงานทำงานเต็มที่ ไปพร้อมกับการจิตใจและร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งทำให้เราสามารถสร้าง Productivity กับองค์กรมากขึ้น”

ความยากของการบริหารทรัพยากรบุคคลจึงไม่ใช่แค่การหาคนทำงานที่เหมาะสมให้ได้เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องรักษาคนทำงานเหล่านี้ให้อยู่กับองค์กรได้นาน ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนบรรยากาศการทำงาน ที่ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ในรูปแบบใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานทุกเจนเนอเรชัน ไม่ว่าจะเป็น การปรับเวลาการทำงานให้ยืดหยุ่น

สามารถเลือกเวลาเข้างานและเลิกงานหลายรูปแบบตามความสะดวกของแต่ละคน ปรับสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน ให้เหมาะกับการสร้างสรรค์ทำให้รู้สึกวสามารถทำงานไปพร้อมกับการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีมาวางโครงสร้างในการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร เพื่อลดช่องว่างในการเชื่อมโยงงาน ช่วยให้การประสานงานรวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น

ด้าน กิตติพล ปรีชาวีรกุล เผยว่า ช่องว่างระหว่างวัย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับการทำงานทุกองค์กร ซึ่งมีทั้งโอกาสและความท้าทายซ่อนอยู่

คนรุ่นใหม่ มีความคิดอิสระ อยากทำอะไรที่มีคุณค่ากับตัวเอง จับต้องได้ และเป็นเจ้าของผลงาน การทำงานกับคนรุ่นใหม่จึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง อาทิ ให้ทำงานที่ไหนก็ได้ มีพื้นที่ให้แสดงความสามารถ เช่น การเปิดโอกาสให้ทำโปรเจคต่างๆ โดยบริษัทเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ลำดับขั้นในการบริหารยังคงผู้อาวุโสที่ทำงานประสานกันกับคนรุ่นใหม่ จุดเชื่อมประสานกันระหว่างคนต่างวัย ต่างเจนเนอเรชัน คือการมองว่า “ทุกคนเป็นทีมเดียวกัน” เปิดความคิด เปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้งานสามารถดำเนินไปได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

และทุกครั้งที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ทุกคนต่างพยายามมองหา Solution ที่เป็นทางออกร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

การเปลี่ยนแปลงที่ยากจะคาดเดา ไม่ใช่แค่ท้าทายความสามารถของธุรกิจใหม่ๆ แต่ทำให้องค์กรใหญ่ทั้งหลายต่างปรับตัวเพื่อพิสูจน์ศักยภาพ เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด ความอยู่รอด และพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดให้ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *