รถถังที-34 ปะทะ รถถังทีเกอร์




รถถังที-34 ปะทะ รถถังทีเกอร์

รถถังที-34 ปะทะ รถถังทีเกอร์ วิวัฒนาการของมนุษย์มาพร้อมกับสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ เสมอ ในบรรดาการประดิษฐ์คิดค้นสร้างสรรค์นั้น มนุษย์สร้าง “อาวุธ” มาใช้งานในรูปแบบต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ชิ้นเล็กเท่าฝ่ามือไปยันระเบิดที่ทำลายทั้งเมืองได้

การพัฒนาอาวุธที่สำคัญของมนุษย์นั้น

ส่วนหนึ่งต้องยกให้กับเรื่องยานพาหนะจากรถศึกมาสู่รถหุ้มเกราะในยุคปัจจุบัน หากย้อนกลับไปในยุคโบราณนั้น มีนักคิด ศิลปินที่ออกแบบอาวุธสมัยโบราณที่คิดค้นพาหนะจำพวก “รถถัง” อย่างดาวินชี รวมอยู่ด้วย

พัฒนาการของพาหนะที่ใช้ในการรบนั้น แน่นอนว่าแรกเริ่มก็เริ่มต้นมาจากการขี่สัตว์ จากนั้นจึงเริ่มปรากฏลักษณะรถลากโดยใช้สัตว์ลาก จากนั้นถึงพัฒนามาเป็นยุคยานรบที่มีล้อ และเครื่องยนต์ การพัฒนาพาหนะในการรบ

มนุษย์ไม่เพียงต้องการความเร็ว

ยังต้องการศักยภาพพลังทำลายล้างสูง แข็งแกร่งพร้อมรับแรงปะทะ อีกทั้งส่งผลทางจิตวิทยาเมื่อฝ่ายตรงข้ามเห็นรูปโฉมของมัน สรศักดิ์ สุบงกช คอลัมนิสต์ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับพัฒนาการยุทโธปกรณ์ในมติชนสุดสัปดาห์เล่าว่า ยานรบที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ในยุคหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดมีประสิทธิภาพมากกว่ารถถัง

ย้อนกลับไปในยุคโบราณก่อนที่จะมีรถถังหุ้มเกราะ สรศักดิ์ สุบงกช อธิบายว่า แนวคิดการใช้ “รถถัง” เริ่มปรากฏในพิมพ์เขียวของลีโอนาร์โด ดาวินชี เมื่อหลายร้อยปีก่อน หลักฐานคือภาพร่างลักษณะเสมือนชามคว่ำสองใบคว่ำหงายประกบกัน มีลูกล้อด้านล่าง ติดปืนใหญ่ที่ลำตัวส่วนบน

รถรบเครื่องจักรไอน้ำหุ้มเกราะ

เมื่อมาถึงยุคเครื่องจักรไอน้ำถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1833 ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับรถถังเกิดขึ้นในชื่อ แต่ยุคแรกเริ่มมันไม่สามารถทำความเร็วมากพอ กำลังขับเคลื่อนต่ำ ทางการทหารจึงไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่เมื่อเครื่องจักรไอน้ำถูกพัฒนาให้แล่นได้เร็วและใส่ลงในสนามรบได้ จึงเริ่มปรากฏความคิดปกป้องเครื่องยนต์โดยใช้เกราะ

ปี 1911 กึนเธอร์ บูร์สตีน ทหารช่างชาวออสเตรียน และลานเซ่อะล็อต เดอ โมล วิศวกรเพื่อนร่วมชาติ ร่างแบบยานรบที่พอจะกล่าวได้ว่าเป็น “รถถัง” ขึ้นมา แต่รัฐบาลออสเตรียปฏิเสธ สรศักดิ์ สุบงกช อธิบายต่อไปว่า

แบบของบูร์สตีนที่แยกจาก เดอ โมล ไปสร้างนั้นคล้ายคลึงกับรถถังปัจจุบัน แต่ปัญหาคือน้ำหนักมากและเขายังไม่รู้วิธีกระจายน้ำหนักด้วยสายพานหากต้องนำมันแล่นในเส้นทางวิบาก อีกทั้งเครื่องยนต์ไอน้ำยังทำความเร็วได้ต่ำ

บูร์สตีนนำแบบยานยนต์ที่ใช้ชื่อ “เรือทอร์ปิโดบก” (land torpedo boat) เสนอคณะกรรมการวิศวกรรมทหารแห่งกรุงเวียนนาแต่ถูกปฏิเสธ เขายังไปจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของตนไว้ก่อนเพื่อกันใครๆ สร้างเลียนแบบ

ส่วนเดอ โมล ก็ออกแบบ “รถหุ้มเกราะสายพาน” สำเร็จ แก้ปัญหาเรื่องการเคลื่อนที่ในทางวิบากได้ และส่งให้ทบวงสงครามของอังกฤษ แต่ผลออกมาไม่ต่างจากเพื่อนที่เป็นทหารช่าง มันยังไม่ถูกสร้างอีก

สรศักดิ์ สุบงกช เล่าว่า “รถถังที่ถูกพัฒนาจนแล่นได้ยิงปืนได้จริงๆ กลับถูกพัฒนาโดยกองทัพเรืออังกฤษ จึงไม่แปลกที่มันถูกเรียกในยุคเริ่มแรกว่า ‘เรือบก’ (Landship) แล้วเรียกลำตัวว่า ‘ลำเรือ’ (hull) เจ้าของโครงการคือ วินสตัน เชอร์ชิล ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการทบวงทัพเรือเป็นคนแรก (First Lord of Admiralty)

รถถังต้นแบบกลุ่มแรกถูกตั้งชื่อว่า ‘วิลลี่น้อย’ (Little Willie) ตามแบบที่สร้างขึ้นโดย วิลเลียม แอชบี ทริตตัน และ วอลเทอร์ กอร์ดอน วิลสัน เป็นรถถังใช้สายพานคันแรกของโลกและเป็นต้นแบบรถถังที่อังกฤษเริ่มใช้รบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ชื่อ ‘มาเธอร์’ (Mother)

‘รถถัง’ Tank

รถถังกำเนิดขึ้นด้วยชื่อ ‘เรือบก’ แต่ชื่อที่เรียกว่า ) จริงๆ มีเรื่องเล่าที่ไม่สามารถยืนยันที่มาได้ ว่าถูกกำหนดขึ้นโดยบริษัทผลิตหัวรถจักรคือ นอร์ธ บริติช โลโคโมทีฟ ในเมืองกลาสโกว์

เพราะตั้งใจให้เป็นยุทธภัณฑ์การทำงานจึงเป็นความลับ คำสั่งสร้างรถรบแบบแรกจึงถูกกำหนดไปยังโรงงานว่าให้สร้าง “ถังพิเศษ” (special tanks) ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ที่บังเอิญเหลือเกินคืองานส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโรงงานสร้างแทงค์ต้มนำหัวรถจักรจริงๆ ของ บริติช โลโคโมทีฟ

นับแต่นั้นมาชื่อของรถถังในภาษาอังกฤษว่า ‘Tank’ ก็กลายเป็นชื่อสามัญสำหรับยานรบหุ้มเกราะติดอาวุธหนักใช้สายพานกระจายน้ำหนัก”

เมื่อพูดถึงรถถัง T-34 ของสหภาพโซเวียต สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลายคนมักจะนำรถถังรุ่นนี้ไปเปรียบเทียบกับรถถัง Tiger I ของเยอรมนี ได้ข้อสรุปว่ารถถัง T-34 ด้อยกว่า สหภาพโซเวียตชนะสงครามเพราะปริมาณอย่างเดียวอะไรทำนองนั้น

แต่ความจริงแล้วรถถัง T-34 และรถถัง Tiger I ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันโดยตรงได้ เพราะเป็นรถถังคนละประเภท ออกแบบมาใช้ในภารกิจที่แตกต่างกัน บทความนี้จะกล่าวถึงรถถังทั้งสองรุ่นอย่างคร่าวๆ

รถถัง T-34 ของสหภาพโซเวียต จัดเป็นรถถังกลาง (Medium Tank) ทำนองเดียวกับรถถัง M4 Sherman ของสหรัฐฯและ Panzer IV ของเยอรมนี รถถังประเภทนี้มีอำนาจการยิงและเกราะป้องกันดีกว่ารถถังเบา (Light Tank)

ขณะเดียวกันก็มีความคล่องตัวมากกว่ารถถังหนัก (Heavy Tank) ใช้งานได้เกือบทุกภารกิจ ทำนองเดียวกับรถถังหลัก (Main Battle Tank) ในปัจจุบัน รถถัง T-34 แบ่งเป็น 2 รุ่นใหญ่ๆคือรุ่นติดปืนใหญ่ขนาด 76 มิลลิเมตรหรือรถถัง T-34/76 และรุ่นติดปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตรหรือรถถัง T-34/85

รถถัง T-34/76 เข้าประจำการในปี ค.ศ.1940 และได้รับการปรับปรุงครั้งแรกในปี ค.ศ.1941 มีประสิทธิภาพดีกว่ารถถังเยอรมันทุกรุ่นในขณะนั้น แต่มีข้อเสียคือป้อมปืนแคบ มีคนในป้อมเพียง 2 นาย ผบ. รถ จึงต้องรับภาระหนัก ประกอบกับทัศนวิสัยของช่องตรวจการณ์ไม่ดี รวมถึงรถถังโซเวียตส่วนใหญ่ไม่มีวิทยุ

ส่งผลให้ไม่สามารถต่อสู้กับรถถังเยอรมันที่แม้จะมีประสิทธิภาพด้อยกว่า แต่พลประจำรถได้รับการฝึกดีกว่าและมีประสบการณ์มากกว่าได้ ในปี ค.ศ.1942 – 1943 สหภาพโซเวียตจึงปรับปรุงรถถัง T-34/76 ใหม่ขยายป้อมปืนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มตำแหน่งพลยิงเข้าไป ลดภาระของ ผบ. รถ เพิ่มจำนวนพลประจำรถจาก 4 เป็น 5 นาย อย่างไรก็ตามถึงตอนนั้นรถถังเยอรมันรุ่นใหม่ๆที่มีอำนาจการยิงสูงขึ้นเช่นรถถัง

Panzer IV รุ่น F2 และรถถัง Tiger I เริ่มเข้าประจำการแล้ว ปืนใหญ่ขนาด 76 มิลลิเมตรไม่เพียงพอรับมือรถถังเยอรมันอีกต่อไป สหภาพโซเวียตจึงเปลี่ยนป้อมปืนรถถัง T-34 ใหม่ ติดปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตรแทน ปืนรุ่นนี้สามารถเจาะเกราะด้านหน้าของรถถัง Panther และ Tiger I ได้ที่ระยะ 500 เมตร รถถัง T-34/85 เข้าสู่สายการผลิตช่วงปลายปี ค.ศ.1943 ใช้งานต่อเนื่องจนสิ้นสุดสงคราม

ตลอดสงครามโลกครั้งที่สอง สหภาพโซเวียตผลิตรถถัง T-34 ทุกรุ่นออกมารวมกันประมาณ 60,000 คัน ช่วงหลังสงคราม สหภาพโซเวียตถ่ายทอดเทคโนโลยีให้โปแลนด์และเชโกสโลวาเกียตั้งสายการผลิตรถถัง T-34/85 ในปี ค.ศ.1951 จนถึงปี 1955 และ 1958 ตามลำดับ รถถัง T-34/85 ของลาวเป็นรถถังที่ผลิตในเชโกสโลวาเกีย

รถถัง Tiger I เข้าสู่สายการผลิตในปี ค.ศ.1942 และปิดสายการผลิตในปี ค.ศ.1944 ผลิตออกมา 1,347 คัน รถถัง Tiger I มีน้ำหนัก 57 ตัน หุ้มเกราะหนา ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 88 มิลลิเมตร สามารถทำลายรถถังฝ่ายสัมพันธมิตรเกือบทุกรุ่นได้จากระยะไกล จัดเป็นรถถังหนัก ประเภทเดียวกับรถถัง M-26 Pershing ของสหรัฐฯหรือ IS-2 ของสหภาพโซเวียต มีอำนาจการยิงและเกราะป้องกันดีกว่ารถถังกลาง

แต่มีความคล่องตัวน้อยกว่า และต้องการการซ่อมบำรุงมากกว่า ภารกิจหลักของรถถังประเภทนี้คือการเจาะแนวป้องกันของข้าศึก เปิดทางให้ยานเกราะอื่นๆรวมถึงรถถังกลางบุกทะลุไป บางครั้งจึงเรียกรถถังประเภทนี้เรียกว่า

breakthrough tanks หลังจากนั้นรถถังหนักก็จะถูกถอนกลับไปแนวหลังเพื่อซ่อมบำรุง ก่อนจะส่งไปเจาะแนวข้าศึกในพื้นที่อื่นๆต่อไป ปัญหาคือตั้งแต่ช่วงกลางปี ค.ศ.1943 หลังสมรภูมิคูร์ส (Kursk) ในแนวรบด้านตะวันออก เยอรมนีกลายเป็นฝ่ายตั้งรับ

ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งสหภาพโซเวียต สหรัฐฯ อังกฤษ และพันธมิตร โจมตีเข้ามาจากทุกทิศทาง ทั้งในแนวรบด้านตะวันออกซึ่งมีแนวหน้ายาวหลายพันกิโลเมตร แนวรบด้านอิตาลี และภายหลังในยุโรปตะวันตก หลังการยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์ (D-Day) ภารกิจหลักของรถถัง Tiger I ได้เปลี่ยนจากการเจาะแนวข้าศึก เป็นกองกำลังเคลื่อนที่คอยอุดแนวของเยอรมันที่ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรเจาะเข้ามา

ผลที่เกิดขึ้นคือรถถัง Tiger I ต้องเคลื่อนกำลังและทำการรบตลอดเวลา โดยไม่มีเวลาพักซ่อมบำรุง ส่งผลให้มีรถถัง Tiger I เสียหายระหว่างทาง ไม่สามารถทำการรบได้จำนวนมาก เป็นที่มาของมีม “Hans, ze transmission broke!”

หลายคนมองเรื่องนี้เป็นข้อด้อยของรถถัง Tiger I ตัดสินว่ามีประสิทธิภาพไม่ดีแบบที่โฆษณาชวนเชื่อกันไว้ อย่างไรก็ตามการใช้ประเด็นนี้มาตัดสินรถถัง Tiger I อาจไม่ยุติธรรมนัก เพราะเกิดจากการใช้งานรถถัง Tiger I ผิดวัตถุประสงค์และหลักนิยมที่ออกแบบไว้

สนับสนุนโดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexygaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot , Slot game , Joker slot , Joker slo

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Related Post