“หนูไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร




“หนูไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร

“หนูไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร

“หนูไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เราเคยได้รับคำถามนี้หลายครั้ง เลยได้กลับไปนั่งคิดถึงตอนที่เด็กกว่านี้เราทำยังไง

ได้คำตอบว่าช่วงที่ค้นหาตัวเองเยอะๆ คือช่วงมอปลายใกล้ ๆ เข้ามหาลัย วิธีการนึงที่ใช้ทำความรู้จักตัวเองคือการเขียนบันทึกประโยคตามเจตนาของผู้ส่งสาร แบ่งออกได้ 3 ประเภท

1. ประโยคแจ้งให้ทราบ คือ ประโยคที่ผู้พูดต้องการส่งสารถึงผู้รับสารหรือผู้ฟังเพื่อให้ได้รับรู้เนื้อหาสาระ (เเจ้งให้ทราบเฉยๆ)

เช่น

อีกไม่กี่เดือน เราจะสอบ GAT PAT แล้ว

ความฝันของฉัน คือ การได้เที่ยวรอบโลก

2. ประโยคถามให้ตอบ คือ ประโยคที่ผู้พูดใช้ประโยคคำถามเพื่อต้องการคำตอบจากผู้ฟัง (เป็นการถามเพื่อต้องการคำตอบ)

เช่น

ทำอย่างไรฉันถึงเรียนพิเศษบ้านได้ ?

เธอเรียนพิเศษที่ไหนอ่ะ ?

3. ประโยคบอกให้ทำ คือ ประโยคที่ผู้พูดใช้ถ้อยคำเชิงคำสั่ง ขอร้อง ตักเตือนให้ผู้ฟังปฏิบัติตาม

เช่น

พี่เวียร์! ช่วยติวฟิสิกส์ให้เลิฟหน่อยจิ (เจตนาของร้อง)

เวลาจะเข้าห้องคนอื่น เคาะประตูด้วย! (เจตนาตักเตือน)

เราจำได้ว่าเราเริ่มจากการทำความรู้จักตัวเองในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเรียนก่อน มีสมุดจดเล่มนึงในนั้นเขียนรายการสิ่งที่ตัวเองชอบและไม่ชอบ ชอบกินอะไร ของคาว ของหวาน ผลไม้ ผัก เครื่องดื่ม ชอบสีอะไร สัตว์ ภาพยนตร์ หนังสือ ชอบไปที่ไหน นอนกี่โมง ตื่นเช้ามั้ย ฯลฯ เขียนทุกเรื่องจิปาถะในชีวิตลงไป ไม่ต้องสนใจว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ไม่ต้องคิดว่ามันไร้สาระ เพราะนี่คือสิ่งเล็ก ๆ ที่ประกอบกันเป็นตัวเรา

และถ้าคิดสิ่งที่ชอบไม่ออก เริ่มจากการหาสิ่งที่ไม่ชอบก็ได้เหมือนกัน ในสมุดบันทึกเรายังมีประโยคที่เขียนไปว่าไม่ชอบผักคะน้าและชอบกินน้ำมะเขือเทศ

วิธีการนี้เป็นการทำความเข้าใจตัวเองจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมและใกล้ตัวที่สุดก่อน บางทีคำถามว่า อยากทำอะไร ชีวิตเราต้องการอะไร อาจเป็นคำถามที่เป็นนามธรรมและตอบยากจนเกินไปในช่วงแรก

พอเริ่มตอบคำถามที่เป็นรูปธรรมมาก ๆ ได้แล้วค่อยลองขยับไปเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้มากขึ้น เช่น เรื่องบุคลิกนิสัย เป็นคนใจเย็นหรือใจร้อน โกรธง่ายมั้ย sensitive มั้ย เรื่องอะไรที่เรายอมไม่ได้ หรือลองกลับไปให้เหตุผลกับสิ่งที่เราลิสต์ว่าเราชอบ เช่น ชอบหนังเรื่องนี้เพราะอะไร ชอบสีนี้เพราะทำให้นึกถึงอะไร ชอบสถานที่นี่เพราะอะไร ทำไมไม่ชอบผักชนิดนี้ ทำไมชอบกินขนมนี้ ฯลฯ ค่อย ๆ ขยายความเข้าใจจากเรื่องที่เป็นรูปธรรมเป็นนามธรรมมากขึ้น

จากเรื่องจิปาถะค่อย ๆ ขยับมาเป็นเรื่องการเรียน ชอบวิชาอะไร หรือถ้าไม่ชอบสักวิชาก็เขียนไปเลยว่าไม่ชอบ อยากทำอาชีพอะไร เพราะอะไร ลองจัดอันดับมาสักห้าอันดับ

ถ้าลองกลับไปดูสมุดบันทึกช่วงมอปลายของเรา แต่ละช่วงเวลาความสนใจในอาชีพเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เดือนที่แล้วอาจจะเรียงลำดับแบบนี้ พอผ่านไปเดือนนึงลำดับก็เปลี่ยนอีกแล้ว อะไรแบบนี้

ค่อย ๆ ทำความรู้จักตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วความเป็นตัวเราจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นมาเอง อาชีพหรือความชอบที่เคยเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ วันนึงเราจะเห็นว่ามันมีรูปแบบที่เริ่มซ้ำกัน เราตอบแบบนี้อีกแล้วสินะ เราเลือกอาชีพแนวๆนี้อีกแล้วนะ จะเริ่มเห็นแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น

แม้ปัจจุบันนี้เราจะค่อนข้างชัดเจนว่าชอบอะไร อยากทำอะไร เป้าหมายของเราคืออะไร เรารู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ทำเพื่ออะไร แต่เราก็ยังใช้สมุดบันทึกในการถามความเห็นตัวเองเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ คำถามก็ค่อย ๆ โตขึ้นตามเวลาที่เรามีวุฒิภาวะมากขึ้น ปัจจุบันนี้พอโตขึ้น เราชอบถามตัวเองเรื่องการเมือง เรื่องประเด็นทางสังคม เรื่องความขัดแย้งดราม่าต่าง ๆ ที่เห็น หรือแม้แต่ปัญหาส่วนตัวว่าประเด็นนี้เราคิดยังไง และเพราะอะไร (ไม่นานมานี้เพิ่งถามตัวเองเรื่อง “สร้างสะพานลอยหรือทางม้าลายดีกว่ากัน”) และเราตอบลงไปได้อย่างที่เราคิดจริง ๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาตัดสินความคิดของเราเลย

ในสมุดบันทึกเล่มนี้ เราสามารถแสดงความคิดทุกอย่างได้อย่างซื่อสัตย์ที่สุด และเราได้มองเห็นตัวเองชัดที่สุดเช่นกัน

มันจึงเป็นประโยชน์มากและสนุกดีที่ได้ทำความเข้าใจจุดยืนของตัวเอง และพอเขียนออกมาก็จะชัดเจนว่าเราควร response กับสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างไร เราจะไม่สั่นไหวไปกับดราม่าและกระแสสังคมเพราะเรามีจุดยืนชัดเจน เราจะไม่ดราม่าไปตามเทรนด์ หรือตัดสินคนอื่นเพียงเพราะเข้าทวิตเตอร์แล้วเห็นคนอื่นเขาดราม่าและคิดแบบนั้นกัน

การเขียนทำให้เราได้ visualize ให้ตัวเองเห็นว่าเราคิดกับเรื่องนี้อย่างไร เป็นความคิดที่ผ่านกระบวนการทบทวนมาแล้ว และเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าจะเลือกทำชีวิตของเราออกมาเป็นแบบไหน

กว่าจะมาถึงคำถามนี้มันเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ง่าย ๆ รอบตัวเท่านั้น
การรู้จักตัวเองเป็นกระบวนการ กระบวนการแปลว่าต้องใช้เวลา อาจจะช้าหรือเร็วต่างกันไป แต่มันเริ่มได้จากเรื่องเล็ก ๆ อาจจะแค่เริ่มจากการรู้ว่าเราชอบกินอะไรเท่านั้นเอง

เราเคยวาดภาพจริงจังมากๆอยู่ช่วงนึงสมัยมอปลายหลังจากไปอบรมวาดภาพที่ภาคพฤกษศาสตร์ เกษตรฯ แต่ตั้งแต่เข้ามหาลัยก็หยุดไปเลยสี่ปี ลืมไปเลยว่าเคยทำสิ่งนี้

กลับมาทำอีกทีตอนเข้ามาเรียนป.โทเทอมแรก จำได้ว่าอ่านหนังสือปวดหัวมาก อยากหยุดแปปนึง เลยไปวาดเห็ด 5555555 ลงสีด้วย วาดเสร็จสบายใจ กลับไปอ่านต่อได้

จากนั้นเลยวาดมาเรื่อย ๆ (จริงจังขึ้นเรื่อย ๆ) ยิ่งช่วงไหนเครียดงานเยอะ พอทำทุกอย่างเสร็จจะวาดเยอะมากกก วาดไม่หยุด เหมือนปลดปล่อย นอกจากนี้ก็ยังมีงานฝีมืออื่น ๆ ปั้นดิน ปักผ้า ตัดกระดาษ ฯลฯ เรียกได้ว่าห้าปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ได้ทดลองงานอดิเรกหลากหลายมาก ๆ

เรียนป.โท/เอกนอกจาก เรียนให้เต็มที่ นอนให้พอ กินให้อิ่ม การมีงานอดิเรกก็สำคัญมาก ๆ ค่ะ

งานอดิเรกที่เราพูดถึงในที่นี้คือกิจกรรมที่เราทำแล้วมีความสุข เป็น comfort zone หรือให้ความรู้สึกว่า “เราทำบางสิ่งสำเร็จ” เป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้เราไปโฟกัสกับมันได้สักพัก ลืมโลกภายนอกไปแปปนึง ออกจากการเรียนตรงหน้าเราไปสักชั่วเวลาสั้น ๆ การทำวิจัยมันเป็นกระบวนการดำดิ่งที่เราจะถูกดึงให้จมลงไปกับงานตรงหน้า แต่การจมอยู่ตรงนั้นนานเกินไป ก็อาจจะมีผลทางลบต่อสุขภาพกายและจิตเหมือนกัน

การเรียนระดับบัณฑิตศึกษา โดยเฉพาะปริญญาเอก เหมือนกับเราใช้เวลา 3–8 ปีในการทำโปรเจคเดียว เราไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำได้ภายในเวลาอันสั้น ไม่เหมือนกับการเรียนปกติที่พอจบเทอม สอบ เรารู้ผลว่ามันเป็นยังไง จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จอย่างน้อยก็ได้เห็นผลลัพธ์ออกมาในเวลาที่ไม่นานนัก

แต่การเรียนปอเอกเหมือนสิ่งที่เราทำวันนี้ จะไปรู้ผลในอีกแปดปีข้างหน้า เราทุ่มเท ลงมือทำ แต่เราไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง เหนื่อยจะแย่แล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ผลสักที เต็มไปด้วยความ “ไม่รู้” “ไม่แน่ใจ” และ “ไม่เสร็จ”

ดังนั้น ปัญหาหนึ่งที่นักเรียนบัณฑิตศึกษาพบบ่อย ๆ คือการขาด sense of achievement รู้สึกเหมือนตอนนี้ตัวเองยังทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ความรู้สึกแบบนี้บางทีมันหนักจนทำให้ self esteem ของเราหดหายไปได้เหมือนกัน งานอดิเรกช่วยมาเติมความรู้สึกนี้ ว่าอย่างน้อย เราก็ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง

ทุกครั้งที่เราวาดรูปเสร็จจะรู้สึกว่า “อะฮ่าา ฉันทำได้นะ! ฉันวาดรูปนี้ได้ วันนี้ฉันทำสำเร็จไปอย่างนึงแล้ว และฉันจะไปทำอย่างอื่นอีกก็ได้”

ความรู้สึกนี้คือ sense of achievement : ความรู้สึกว่าตัวเองทำสำเร็จ เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ

sense of achievement เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้จากงานอดิเรกเหมือนเป็นการเตือนตัวเองให้รู้ว่าเราสามารถทำอะไรให้สำเร็จได้ เป็นความชื่นใจเล็ก ๆ ระหว่างทาง ที่เป็นพลังสำคัญมาก ๆ ให้เราลุกขึ้นมาทำงานอื่น ๆ ขอเราในวันต่อไป

เพื่อนเราบางคนทำอาหาร เล่นกีฬา เล่นโยคะจนเก่ง เต้นซุมบ้าจนเป็นครูสอนได้ตอนเรียนจบ บางคนไปวิ่ง บางคนก็ใช้งานศิลปะเหมือนเรา บางคนเล่นเกม (เราก็ชอบเล่นเกม แต่เล่นไม่เก่ง เลยไม่ค่อยได้ sense of achievement เท่าไหร่ กลับมาวาดรูปเหมือนเดิม 5555) หรือถ้าไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ลองหา workshop อะไรที่ไม่เคยทำแล้วลองไปดูค่ะ อาจจะเจอสิ่งที่ตัวเองชอบมาก ๆ ระหว่างทางก็ได้นะ

ลองหากิจกรรมสนุก ๆ ทำดูนะคะ 🙂

สนับสนุนโดย แทงบอล , บาคาร่า , PG SLOT , สล็อต 

Related Post