เบรนด์ฟอร์ด ชุด B : คิดนอกกรอบ สู่ทางรอดของทีมเล็กในการสร้างนักเตะเยาวชน

เบรนด์ฟอร์ด ชุด B : คิดนอกกรอบ สู่ทางรอดของทีมเล็กในการสร้างนักเตะเยาวชน

เบรนด์ฟอร์ด ชุด B : คิดนอกกรอบ สู่ทางรอดของทีมเล็กในการสร้างนักเตะเยาวชน 

เบรนด์ฟอร์ด ชุด B : คิดนอกกรอบ สู่ทางรอดของทีมเล็กในการสร้างนักเตะเยาวชน เราทุกคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ่อยแล้วว่า “เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” “เด็กคืออนาคตของสังคม” ฯลฯ ซึ่งวงการกีฬาก็เช่นเดียวกัน เพราะการสร้างพื้นฐานเยาวชนที่ดี จะนำมาซึ่งบุคลากรที่ดี เพื่อช่วยให้ทีม หรือแม้แต่วงการกีฬาเติบโตสู่ความยิ่งใหญ่ต่อไปในภายภาคหน้าwinner55

แต่หากเรากำลังจะบอกว่า ในประเทศอังกฤษ ดินแดนแห่งเกมลูกหนัง กลับมีสโมสรฟุตบอลที่ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการยุบระบบอUFABETคาเดมี่ แหล่งสร้างดาวรุ่งเข้าสู่ทีมเอาดื้อๆ ล่ะ?

ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยและนึกค้านอยู่ในใจว่า นี่พวกเขาไม่เห็นคุณค่าของเยาวชนคนรุ่นใหม่หรืออย่างไร? ทว่าสิ่งที่ เบรนท์ฟอร์ด สโมสรในลีกแชมเปี้ยนชิพ ลีกรองของอังกฤษ ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอนตัดสินใจทำไปนั้น อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสู่ทางรอดของการสร้างนักเตะรุ่นใหม่ของทีมเล็กๆ ก็เป็นได้ …

โครงสร้างเป็นแบบแผน

หากกล่าวถึงโครงสร้างระบบนักเตะเยาวชนของอังกฤษ สิ่งแรกที่คุณๆ คิดคงเป็นคำว่า “มีแบบแผนที่ชัดเจน” เอามากๆ

เพราะแทบทุกสโมสรในเกาะแห่งลูกหนัง ได้สร้างระบบอคาเดมี่ไว้อย่างเป็นระบบอย่างดี เริ่มตั้งแต่ทีมชุด U-8 หรือรุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี ก่อนจะค่อยๆ ไล่ขึ้นไปตามรุ่นอายุ U-9, U-10, U-11, U-12, U-13, U-14, U-15 ซึ่งในช่วงนี้ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ทักษะลูกหนังเป็นหลัง โดยยังไม่เน้นในเรื่องผลการแข่งขันมากนัก

ความเข้มข้นของระบบอคาเดมี่ฟุตบอลจะมีมากขึ้นตั้งแต่เด็กๆ เลื่อนชั้นสู่ระดับไฮสคูล หรือมัธยมปลายทางการศึกษาเป็นต้นไป โดยในทีมชุด U-16 และ U-18 ของสโมสรในอังกฤษ จะมีการแข่งขันในระบบลีกและฟุตบอลถ้วย เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในส่วนของการแข่งขัน การเล่นเพื่อชัยชนะ

โดยในส่วนของสโมสรใหญ่ที่ได้ไปแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จะต้องทำทีมชุด U-19 เพื่อส่งแข่งขันรายการ ยูฟ่า ยูธลีก หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รุ่นเยาวชนอีกด้วย

ถึงตรงนี้ นักเตะหลายคนซึ่งมีฝีเท้าก้าวหน้ากว่าใครในรุ่นคงเริ่มที่จะได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่บ้างแล้ว แต่สำหรับบางคนที่อาจจะยังต้องใช้เวลาเพาะบ่มเพิ่มเติม ก็ยังมีรถด่วนขบวนท้ายๆ รองรับ

นั่นคือ ทีมชุด U-23 หรือ ทีมสำรอง ในอดีต ซึ่งแม้สมาชิกส่วนใหญ่ในทีมจะเป็นนักเตะเยาวชน แต่ก็จะมีโควต้าพิเศษให้กับนักเตะชุดใหญ่ได้ลงมาเคาะสนิมจากอาการบาดเจ็บ เพื่อเสริมสร้างความฟิตในการลงสนามจริงหรือ Match Fitness ก่อนกลับขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อีกครั้ง

เมื่อสู้พลังดูดไม่ไหว

แม้จะเป็นฟุตบอลระดับเยาวชน แต่ระดับของการแข่งขันของแต่ละทีมนั้นสูงไม่แพ้เกมลูกหนังของทีมชุดใหญ่เลยแม้แต่น้อย แถมบางครั้ง ศึกนอกสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแย่งตัวนักเตะ ยังมีดีกรีความรุนแรงมากกว่าศึกในสนามเสียอีก

เพราะในสภาพปัจจุบันที่นับวันค่าตัวมีแต่จะยิ่งเฟ้อขึ้น การยอมทุ่มทุนกับเยาวชนเสียแต่เนิ่นๆ จะทำให้ทีมนั้นๆ มีทรัพยากรบุคคลชั้นยอดไว้เพื่อรอเลือกใช้มากกว่าทีมที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้

แต่ถึงทุกทีมจะเล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบอคาเดมี่ ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า สโมสรต่างๆ ไม่ได้มีต้นทุนที่เท่าเทียมกัน และเมื่อเป็นเช่นนี้ สโมสรดังที่มีทุนทรัพย์สูง จึงไม่ลังเลที่จะใช้พลังดูด สูบนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีๆ มาจากทั่วโลกตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่สำเร็จหลักสูตรลูกหนังจากต้นสังกัดเดิมด้วยซ้ำ ด้วยความมั่นใจที่ว่า ทรัพยากรที่เหนือกว่า จะทำให้พวกเขาสร้างสายเลือดใหม่ได้มาก และดีกว่าเดิม

ที่กล่าวมาจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทีมเล็กๆ อย่าง เบรนท์ฟอร์ด มักจะตกเป็นเบี้ยล่างของทีมใหญ่ๆ อยู่เสมอ เมื่อดาวรุ่งฝีเท้าดีของพวกเขากลายเป็นสินค้าส่งออกไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่าเป็นประจำ … เอียน คาร์โล โพเวด้า ลูกครึ่ง อังกฤษ-โคลอมเบีย ซึ่งเคยมีดีกรีเด็กฝึกของ บาร์เซโลน่า ถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูดไปร่วมทีมเมื่อปี 2016 ตอนอายุเพียง 16 ปี และหลังจากนั้นไม่นาน จอช โบฮุย ก็ถูก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าตัวไปด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น

แต่ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ผลตอบแทนที่เบรนท์ฟอร์ดได้รับจากการปล่อยตัวดาวเด่นในอคาเดมี่สู่ทีมใหญ่นั้นน้อยเอามากๆ เนื่องจากทั้งสองต่างย้ายทีมไปก่อนที่จะได้รับสัญญาอาชีพ ทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่ไม่จำเป็นต้องเสียค่าชดเชยในการเลี้ยงดูให้กับทีมเก่ามากนัก …“เดอะ บีส์” ได้รับค่าชดเชยจากการย้ายทีมของทั้งคู่เพียงคนละราว 30,000 ปอนด์แค่นั้นเอง

ดีดลูกคิดรางแก้วแล้ว ระบบอคาเดมี่ของสโมสรเล็กๆ จึงพอจะนิยามด้วยคำสั้นๆ ได้ว่า “เข้าเนื้อ” เมื่อพวกเขาต้องทุ่มงบประมาณไปถึงราวฤดูกาลละ 2 ล้านปอนด์ แต่พลังดูดจากทีมใหญ่ที่มาก่อนเวลาอันเหมาะสม กลับทำให้ไม่ได้รับดอกผลจากความทุ่มเทมากเท่าที่ตั้งใจไว้ ซึ่ง ราสมุส แอนเกอร์สัน ผู้อำนวยการฟุตบอลร่วมของเบรนท์ฟอร์ด ยังยอมรับว่า “กฎเรื่องเงินชดเชยในปัจจุบันทำให้สโมสรใหญ่ๆ ได้เปรียบมาก มันเลยกลายเป็นเรื่องยากสำหรับเราในการบริหารอคาเดมี่ให้เกิดดอกออกผลและมีกำไร”

การสูญเสียดาวรุ่งที่พวกเขาหวังให้เป็นอนาคตใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนมาถึงโพเวดาและโบฮุย ได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเบรนท์ฟอร์ด พวกเขาตัดสินใจถอนตัวออกจาก Elite Player Performance Plan หรือโครงการพัฒนานักเตะเยาวชนของอังกฤษที่จัดโดย พรีเมียร์ลีก และปิดอคาเดมี่ทุกรุ่นหลังจบฤดูกาล 2015/16 ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการนี้ได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

“การพัฒนานักเตะเยาวชนไม่เพียงแต่จะต้องสร้างนักเตะสายเลือดใหม่ประดับวงการเท่านั้น แต่มันจะต้องสมเหตุสมผลในทางเศรษฐกิจด้วย” เบรนท์ฟอร์ดระบุในแถลงการณ์เพื่อชี้แจงสาเหตุของการปิดตัวอคาเดมี่ “เมื่อเราได้ทบทวนอย่างไตร่ตรองแล้วจึงพบว่า การที่สโมสรขนาดใหญ่ในพรีเมียร์ลีกพยายามอย่างยิ่งที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะที่ดีที่สุดก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาผ่านระบบอคาเดมี่เช่นนี้ ทำให้เรายิ่งประสบกับความยากลำบากในการพัฒนาผ่านโครงสร้างที่มีแต่เดิม เราจึงตัดสินใจที่จะรื้อโครงสร้างของระบบอคาเดมี่เสียใหม่”

คิดนอกกรอบ

ทางสโมสรเบรนท์ฟอร์ดยังได้เปิดเผยผ่านแถลงการณ์อีกด้วยว่า “สโมสรต้องพยายามในการหาวิธีการที่แตกต่างจากคู่แข่งเพื่อความก้าวหน้า เมื่อเรารู้ว่าไม่อาจใช้จ่ายเงินได้มากเหมือนใครๆ ก็ต้องกล้าที่จะตัดสินใจเพื่อให้มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันบ้าง”

แม้พวกเขาตัดสินใจแล้วที่จะยุบระบบอคาเดมี่แบบดั้งเดิมไป จนสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 1.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงไม่น้อยสำหรับสโมสรในลีกล่างที่ไม่ค่อยมีเงินถุงเงินถังนัก แต่การมีทีมในระดับที่ต่ำกว่าเพื่อเป็นกำลังเสริมให้กับนักเตะชุดใหญ่ก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แล้วพวกเขาจะใช้วิธีการใด?

และคำตอบสุดท้ายของพวกเขาก็คือ “ทีมชุดบี” โดยมีเป้าหมายเพื่อ “สร้างหนทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนานักเตะเพื่อทุกทีมในอังกฤษ”

“อันที่จริงเราได้ทำการศึกษาตัวเลือกต่างๆ ไว้มากมายครับ แต่ที่สุดแล้วเราก็รู้สึกว่า โมเดลของทีมชุดบีนี่แหละ ที่น่าจะทำให้เรามีโอกาสดีที่สุดในการสร้างนักเตะเพื่อให้พร้อมสำหรับการเป็นนักเตะชุดใหญ่” โรเบิร์ต โรแวน อดีตหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอลของเบรนท์ฟอร์ดเผยไว้เมื่อปี 2017 “โมเดลนี้ทำให้เรามีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของใครอีกต่อไป”

ถูกเผงเลย … เพราะรูปแบบของ “ทีมชุดบี” คือสิ่งที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ พวกเขาเลยสามารถดีไซน์ทุกสิ่งให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกลูกหนังที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้งได้

เพราะแทนที่จะไปไล่ล่าสุดยอดนักเตะดาวรุ่งจากทีมอคาเดมี่ของสโมสรอื่นๆ เหมือนทีมดังมากมาย ซึ่งแน่นอน ทีมเงินน้อยและมีทรัพยากรไม่พร้อมคงไม่อาจสู้ไหว สิ่งที่เบรนท์ฟอร์ดทำ คือการรับเซ้งนักเตะในช่วงวัยรุ่นตอนปลายที่หลายคนมองว่า ไม่เก่งพอ … จากที่ทีมเล็กๆ เช่นพวกเขาจะต้องกลัวทีมใหญ่ๆ ที่อาจมาฉกดาวรุ่งฝีเท้าดีไป “เดอะ บีส์” กลับสามารถทำงานร่วมกับทีมเงินหนาเหล่านี้ได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนนักเตะก็จะได้รับโอกาสหนสองที่พวกเขาจะได้พิสูจน์ฝีเท้าของตนเองว่า ดีพอที่จะสามารถลงแข่งขันในระดับอาชีพได้

อ่านเนื้อหาที่น่าสนใจเพิ่มเติม : ที่นี่

ตอนรแกสนับสนุนเนื้อหาโดย :   Sa gaming Sexy Baccarat , joker slot 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *