เป็นดีลล่าสุดที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลไทยคือการย้ายไปเล่น

เป็นดีลล่าสุดที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลไทยคือการย้ายไปเล่น

เป็นดีลล่าสุดที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลไทยคือการย้ายไปเล่น

เป็นดีลล่าสุดที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลไทยคือการย้ายไปเล่น

 เนื่องจาก “เคลีก” ถือเป็นลีกอาชีพคุณภาพของเอเชีย แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยนักเตะชั้นยอด ในอดีตมีเพียงแข้งดังหนึ่งเดียวของไทยที่ค้าแข้งและเป็นที่ยอมรับคือ “ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน”

 ย้อนตำนาน 35 ปีก่อน “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ดาวยิงหน้าหยกซูเปอร์สตาร์ทีมชาติไทยและสโมสรทหารอากาศ เดินทางไปค้าแข้งกับ สโมสรลักกี้ โกลด์สตาร์ หรือปัจจุบันคือ เอฟซี โซล และร่วมคว้าแชมป์ในปี 1985 หรือ พ.ศ.2528

 เส้นทางการค้าแข้งในลีกเกาหลีใต้ของ ปิยะพงษ์ ในยุคที่การสื่อสารไม่เหมือนปัจจุบัน เกิดขึ้นภายหลังทีมชาติ เกาหลีใต้ เดินทางมาแข่งขันฟุตบอลถ้วยรายใหญ่และเก่าแก่ของเอเชีย คือ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ 

 ทีมชาติ ไทย ทะลุชิงกับ เกาหลีใต้ ที่สนามศุภชลาศัย ผลคือ ทีมชาติไทยเฉือนเอาชนะ 1-0 จากผลงานของ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ฟอร์มเข้าตาผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกุนซือของ ลักกี้ โกลด์สตาร์ จึงทาบทาม “เดอะตุ๊ก” กับ “โค้ชจอมคาถา” ประวิทย์ ไชยสาม กุนซือทีมชาติไทยเพื่อขอตัว ปิยะพงษ์ นักเตะทหารอากาศไปทดสอบฝีเท้า

 ใช้เวลาทดสอบไม่นาน ลักกี้ โกลด์สตาร์ เซ็นสัญญาด้วยค่าตัว 7.5 แสนบาท ก่อนรับเงินเดือนอีกเกือบ 2 แสนบาท เพื่อลุยลีกในฤดูกาล 1985 และสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ตั้งแต่ฤดูกาลแรก

 “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เคยเล่าความหลังในการค้าแข้งที่เกาหลีใต้ ในรายการ “แตงโมลง ปิยะพงษ์ยิง” ยอมรับว่า ก่อนไป 99.99 เปอร์เซ็นต์ มีแต่คนวิจารณ์ว่า ไม่รอด

 แต่ยอดดาวยิงในตำนานของไทยลบทุกคำวิจารณ์ เมื่อพาทีมคว้าแชมป์ในปี 1985 ทั้งที่ก่อนนี้คือทีมบ๋วยในลีก นอกเหนือจากแชมป์ “ปิยะพงษ์” ยังคว้ารางวัลถือ 5 รางวัลสำคัญในปีเดียวที่ยังไม่มีใครทำได้คือ ดาวซัลโว 12 ประตู,  แอสซิสมากสุด 6 ประตู, ยิงประตูสวยแห่งปี, นักเตะ 11 คนยอดเยี่ยมของลีก และนักเตะยอดเยี่ยม ตั้งแต่ฤดูกาลแรก

 ถือเป็นคนแรกและคนเดียวที่ค้าแข้งและประสบความสำเร็จใน “เคลีก” ลีกอาชีพเกาหลีใต้

 ไม่เพียงแต่ความสำเร็จส่วนตัวของ ปิยะพงษ์ หลังพาทีมจากบ๋วยในฤดูกาลก่อนผงาดคว้าแชมป์ในฤดูกาลต่อมา แต่ยังมีเพื่อนร่วมทีมกลับติดทีมชาติถึง 8 คน พาทีมเกาหลีใต้ ตะลุยฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1986 ที่ประเทศแม็กซิโก แม้จะตกรอบแรกแต่ พลังโสม ชุดนั้นยังประตูทุกนัด ทั้งพ่าย อาร์เจนติน่า ทีมของ “เสือเตี้ย” ดีเอโก้ มาราโดน่า แชมป์ปีนั้น 1-3 แพ้ อิตาลี ทีมแชมป์เก่า 2-3 และยันเสมอ บัลแกเรีย 1-1

 ความสำเร็จของ “ลักกี้ โกลด์สตาร์” นำพา เกาหลีใต้ ทำผลงานได้ดีในฟุตบอลโลก ล้วนเสริมให้ชื่อเสียง “ปิยะพงษ์” ดังคับเมืองโสม 

 35 ปี ต่อมา ประวัติศาสตร์นักเตะไทยเกิดขึ้นอีกครั้งกับ “เจ้าพี” ศศลักษ์ ไหประโคน

 ฟอร์มของวิงแบ็คจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และทีมชาติไทย เข้าตาสโมสร ชุนบุค ฮุนได ทีมแชมป์เคลีก จึงเดินหน้าเร่งเจรจาเพื่อคว้าตัวเข้ามาแบบยืมตัวเป็นระยะเวลา 6 เดือน

 ทวิตเตอร์ Korea Football News ของเกาหลีใต้ ตีข่าว เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ระบุว่า “ชุนบุค ฮุนได” ติดใจฟอร์มของวิงแบ็คจาก บุรีรัมย์ และทีมชาติไทย จึงเดินหน้าเร่งเจรจาเพื่อคว้าตัวเข้ามาแบบยืมตัวเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อดึงเข้าร่วมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ของ เคลีก

 วันรุ่งขึ้น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” แถลงอย่างเป็นทางการ ผ่านทาง “บิ๊กเน” นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยืนยันผ่านเฟซบุ๊กเพจ “ลุงเนวิน” ปล่อยตัว “พี” ศศลักษณ์ ไหประโคน ย้ายไปเล่นให้กับ ชุนบุค ฮุนได มอร์เตอร์ส ทีมแชมป์เคลีก ประเทศเกาหลีใต้ ฤดูกาลล่าสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

https://c290424b58a9dc35e5432c585e833fcd.safeframe.googlesyndication.com/safeframe/1-0-38/html/container.html

 โดย เจ้าพี-ศศลักษณ์ จะเดินทางไปเกาหลีใต้ในช่วงเดือนมิถุนายน หลังจากเสร็จภารกิจทีมชาติในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก

 การเดินทางสู่ลีกอาชีพต่างแดนถือเป็นความฝันของนักเตะจากประโคนชัย “ศศลักษณ์ ไหประโคน” วัยเบญจเพศที่ต้องการหาประสบการณ์ในการค้าแข้งต่างแดน

 บนเส้นทางลูกหนังอาชีพใน “ไทยลีก” ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งด้วยการ คว้าแชมป์ลีกกับทีมบ้านเกิด “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” 2 สมัย ผ่านการติดทีมชาติทั้งชุดใหญ่และชุดเล็ก

 พี-ศศลักษณ์ ไหประโคน เกิดและเติบโต ในอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ในครอบครัวที่มีฐานะไม่สู้ดีนัก พ่อแม่ทำงานก่อสร้าง มีพี่น้องรวม 3 คน ต้องอาศัยอยู่กับตายาย เริ่มเล่นฟุตบอลสมัยประถมในวิชาพละ 

 ด้วยความรักและคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังทุกวันหลังเลิกเรียน ศศลักษณ์ จะออกไปเล่นฟุตบอล กับรุ่นพี่ในหมู่บ้าน ตั้งแต่ช่วงเย็น 4-5 โมง จนถึง 2-3 ทุ่มกว่าจะกลับบ้าน จึงมักจะถูกครอบครัวดุด่ามาตลอดเพราะอยากให้เรียนหนังสือมากกว่า

 หลังสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาในโรงเรียนละแวกบ้าน ศศลักษณ์ เข้าศึกษาต่อโรงเรียนประโคนชัย ตลอดเวลายังเล่นและฝึกซ้อมฟุตบอลด้วยความหวังจะเล่าเรียนและเล่นฟุตบอลกับโรงเรียนดังในเมืองหลวง

 ศศลักษณ์ เดินสายคัดตัว หลายสำนักปฏิเสธ เนื่องเพราะเป็นคนรูปร่างเล็กและในวัยเด็กถูกมองว่าผอมแห้ง แต่เหมือนสวรรค์มีตาเมื่อโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เปิดรับและให้โอกาส

 แต่ไม่ใช่ไปเล่นฟุตบอล ด้วยรูปร่างเล็กแต่มีทักษะและความแคล่วคล่องทางโรงเรียนจึงส่งไปเล่นโต๊ะเล็ก กีฬาฟุตซอล และถือว่ามีผลงานที่ยอดเยี่ยม

 อย่างไรก็ตามความรักในฟุตบอล ศศลักษณ์ ยังไม่ละเลิกในการหาโอกาสเล่นสนามใหญ่ กระทั่งมีโอกาสติดทีมโค้กคัพ “แบงค็อก ยูไนเต็ด”

 กระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนเมื่อ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล กุนซือ แบงค็อก ยูไนเต็ด เวลานั้นชวนเข้าร่วมทีมฟุตบอล เป็นจังหวะเดียวกันที่ “ชลบุรี บลูเวฟ” ทีมฟุตซอลชั้นนำให้ความสนใจและเรียกไปเก็บตัว

 สุดท้ายต้องตัดสินใจ ศศลักษณ์ จำใจเลือกฟุตบอลด้วยเหตุผล ในเรื่องค่าตอบแทน และความมั่นคง

 ชีวิตช่วงแรกในการค้าแข้งอาชีพกับทีม แบ็งค็อก ไม่ราบรื่นนัก เมื่อต้องนั่งสำรองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยุคของ “โค้ชวัง” จนมาถึง “มาโน่ โพลกิ้ง”

  แต่ด้วยวัยและฟอร์มที่จัดจ้าน “ศศลักษณ์” ถูก “โค้ชโย่ง” วรวุฒิ ศรมาฆะ เรียกตัวติดทีมชาติชุดซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย ในขณะที่ทีมบ้านเกิด “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ติดต่อขอซื้อตัว

 ในปีแรกของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด  ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอีกครั้ง เมื่อได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงถึง 8 นัด พาทีมบ้านเกิดเข้าป้ายคว้าแชมป์ไทยลีก ในฤดูกาลนั้นได้ในที่สุด

สนับสนุนโดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy
gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot , Slot game , Joker slot , Joker slot