เสรีภาพการชุมนุม




เสรีภาพการชุมนุม

เสรีภาพการชุมนุม ม้ว่าสังคมไทยจะมีทัศนคติ ประสบการณ์ และความทรงจำที่ไม่ค่อยน่าจดจำนักเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ แต่ในทางการเมืองภาคประชาชนนั้น

การชุมนุมสาธารณะนั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมหรือช่องทางสำคัญของภาคประชาชนคนธรรมดาที่ต้องการรวมตัวรวมกลุ่มกันใช้สิทธิส่งเสียงและสร้างพื้นที่สื่อสารความเดือดร้อนทั้งในเรื่องทางสิ่งแวดล้อมหรือประเด็นสาธารณะอื่นๆ

ไปยังผู้มีอำนาจและผู้คนในสังคมให้หันมารับฟังและให้ความสนใจต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ที่มักถูกละเลยเพิกเฉยไปไม่ว่าจะเพราะความเป็นคนเล็กคนน้อยที่ไม่มีสถานะพิเศษทางสังคมหรือเพราะรัฐเห็นว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่มีความสำคัญและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐตัดสินใจก็ตาม

เสรีภาพการชุมนุมจึงเป็นอีกหนึ่งเสรีภาพสำคัญในฐานะกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเด็นสาธารณะที่รัฐประชาธิปไตยต้องให้การรับรองคุ้มครองให้สามารถกระทำได้อย่างสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นที่อาจได้รับผลกระทบจากการจัดการชุมนุม โดยในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติไว้ในมาตรา 63 ความว่า

                  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

                   การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”   

อันจะเห็นได้ว่าตามหลักการเดิมนั้น ในสภาวะปกติรัฐจะตราและบังคับใช้กฎหมายเพื่อจำกัดเสรีภาพการชุมนุมสาธารณะได้ก็แต่เพียงเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะเท่านั้น

เนื่องจากโดยสภาพของกิจกรรมการชุมนุมนั้นย่อมเป็นการรวมตัวของคนจำนวนมากที่ออกมาร่วมกันเรียกร้องสิทธิหรือรณรงค์สื่อสารต่อสาธารณะอันอาจทำให้บุคคลอื่นไม่ได้รับความสะดวกไปบ้างอย่างไรก็ตาม

บุคคลที่ต้องการใช้เสรีภาพการชุมนุมก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามหลักการทั่วไปที่จะต้องไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยเฉพาะในเรื่องสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตร่างกายและทรัพย์สิน

แต่สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามตินั้น มีการกำหนดกรอบการใช้อำนาจที่ทำให้รัฐสามารถตรากฎหมายจำกัดเสรีภาพการชุมนุมได้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม โดยมาตรา 44 บัญญัติว่า

                  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

                  การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

ตามร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงมีข้อสังเกตที่น่าห่วงกังวลว่า การบัญญัติเพิ่มอำนาจรัฐด้วยถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน เช่น เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น

จะก่อให้เกิดการตีความขยายอำนาจรัฐเพื่อตราหรือแก้ไขกฎหมายจำกัดเสรีภาพการชุมนุมที่เข้มงวดจนทำให้การใช้เสรีภาพของประชาชนในการจัดการชุมนุมสาธารณะนั้นทำได้อย่างยากลำบากและเป็นไปด้วยความหวาดกลัวว่าจะฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่

อนึ่ง ปัจจุบันมีกฎหมายและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพการชุมนุมใช้บังคับอยู่ 2 ฉบับทับซ้อนกัน คือ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่ว่าด้วยการกำหนดเงื่อนไขรายละเอียดเรื่องสถานที่และลักษณะการชุมนุม และขั้นตอนการจัดการชุมนุมสาธารณะ 

และอีกฉบับคือ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ข้อ 12 ที่ห้ามการมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในทุกกรณี

และใช้ศาลทหารในการพิจารณาคดีลงโทษผู้ฝ่าฝืน ดังที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับปัญหาการตีความบังคับใช้คำสั่งข้อนี้อย่างกว้างขวางในการจับกุมดำเนินคดีกับประชาชนทั้งที่เป็นการใช้เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

ซึ่งในส่วนของคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 นี้เองจะเป็นคำสั่งที่มีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แม้จะมีรัฐธรรมนูญและรัฐบาลใหม่ จนกว่า คสช. จะมีคำสั่งยกเลิก หรือรัฐสภาออกกฎหมายมายกเลิก ทั้งนี้ เป็นไปตามบทเฉพาะกาล มาตรา 279 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ

———————————————————————————————

*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดงานเขียนวิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ในหัวข้อ “จาก 2550 สู่ 2559: อ่านร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผ่านแว่นตาประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม” อัน เนื่องมาจากในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่จะถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

ประชาชนคนไทยมีวาระทางการเมืองการปกครองครั้งใหญ่ที่จะได้ไปร่วมใช้สิทธิออก เสียงลงประชามติ (Referendum) ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ (เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ดาวน์โหลดร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม

ดัง นั้น เพื่อให้การลงประชามติเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจในเนื้อหาและผลลัพธ์ของร่างรัฐ ธรรมนูญ และเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นอย่างเปิด กว้างและรอบด้าน มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

 ใน ฐานะองค์กรภาคประชาสังคมที่ได้มีโอกาสหยิบยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญขึ้น ใช้ในการทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในการใช้และเข้าถึงสิทธิเสรีภาพและความ ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม จึงขอมีส่วนร่วมคิดวิเคราะห์แสดงความคิดเห็น และตั้งข้อสังเกตต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550  ผ่านมุมมองหลังเลนส์แว่นตาประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม นำเสนอต่อสาธารณะไว้เพื่อประกอบการคิดตัดสินใจก่อนเข้าคูหาไปใช้สิทธิลง

ท่านผู้อ่านที่เห็นชื่อบทความนี้คงคิดว่าผมคงจะมาชักชวนคนให้ออกไปชุมนุมอะไรหรือชี้โพรงให้กระรอกเป็นแน่ ซึ่งผมขอเรียนว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผม คือ ในเมื่อเราเลือกการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นสมาชิกของสหประชาชาติแล้ว เราต้องยอมรับว่า “เสรีภาพในการชุมนุมคือสิทธิมนุษยชน” 

ซึ่งในเมื่อเป็นสิทธิมนุษยชนแล้วก็ย่อมต้องมีการชุมนุมที่สงบและสันติเป็นของธรรมดา และแทนที่เราจะปล่อยให้เป็นไปชะตากรรมแล้วบานปลายจนจบด้วยโศกนาฏกรรมเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา เราควรที่จะทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าอะไรที่ควรทำและอะไรที่ไม่ควรทำ ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่มีหน้าที่รับผิดชอบ

การชุมนุมหรือการเดินขบวนเรียกร้องถือว่าเป็นสิทธิประการหนึ่งที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาแต่กำเนิดตามแนวคิดสิทธิมนุษยชน (Human Rights) โดยเรียกชื่อสิทธิประเภทนี้ว่า “เสรีภาพในการชุมนุม (freedom of assembly)” 

ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนเพื่อแสดงออกทางความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ไม่เฉพาะแต่เรื่องทางการเมืองเท่านั้น อาจครอบคลุมถึงเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย ซึ่งส่วนมากจะเป็นสภาพปัญหาที่กลุ่มคนดังกล่าวได้รับผลกระทบ เป็นการรวมตัวกันเพื่อสะท้อนให้รัฐบาลเห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนของตน

สำหรับประเทศไทยเสรีภาพในการชุมนุมได้รับการรับรองครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 นอกจากนี้ยังได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 

(International Covenant on Civil and Political Rights 1966 (ICCPR) ) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 1996 (2539) และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมไว้ในหมวด 3 ว่าด้วยเสรีภาพในการชุมนุมและการสมมาคม โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 44 ว่า

 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ 

การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

ต้องรู้อะไรบ้าง

ก่อนอื่นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ชุมนุมทุกคนต้องรู้ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานว่า ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมและการรวมกลุ่มอย่างสงบและสันติ/ เจ้าหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวก และไม่ขัดขวางการชุมนุมที่เป็นไปโดยสงบ/เจ้าหน้าที่จะต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง ตามหลักการของการไม่ใช้ความรุนแรง/หากคุณบาดเจ็บ คุณมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที/คุณมีสิทธิที่จะได้รับรู้สาเหตุของข้อกล่าวหาเมื่อถูกจับ มีสิทธิในการติดต่อทนายความและครอบครัวและหากคุณถูกละเมิด คุณมีสิทธิที่จะร้องเรียนและได้รับรู้วิธีในการร้องเรียนลงโฆษณากับประชาไท
สินค้าหมุดคณะราษฎร สั่งซื้อได้แล้ววันนี้

สิ่งที่ผู้ชุมนุมควรทำ

เตรียมกายและใจให้พร้อม เตรียมของที่จำเป็นและแผนการติดต่อหากพลัดกับเพื่อน/ตั้งสติให้ดี เตรียมพร้อมต่อเหตุไม่คาดฝันและคอยสอดส่งสัญญาณเตือนต่างๆอยู่เสมอ/หากเจอปัญหาแล้วคนรอบข้างตื่นตระหนกควรปลอบให้ใจเย็นลง/ถ่ายภาพหรือจดบันทึกเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการบาดเจ็บลักษณะต่างๆ/ดื่มน้ำและรับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนเข้าร่วมการชุมนุม

ควรนำอะไรไปบ้าง

กระบอกน้ำที่สามารถเปิดฝาได้ สำหรับใช้ดื่มและชำระล้างร่างกาย/อาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ถั่ว ช็อกโกแล็ต ฯลฯ/หลักฐานแสดงตัวตนและรายละเอียดผู้ที่ติดต่อได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน/เงินในจำนวนที่เพียงพอสำหรับการเติมเงินโทรศัพท์

ค่าอาหารและค่าเดินทาง/นาฬิกา กระดาษ ปากกา เพื่อการจดบันทึกเหตุการณ์อย่างแม่นยำ/ยาดม อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และยาประจำตัว/ผ้าอนามัย แต่ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ทิชชูเปียกและกระดาษทิชชู

แต่งกายอย่างไรดี

สวมใส่หน้ากาก N95 แว่นครอบตานิรภัย แว่นว่ายน้ำหรือแว่นกันแก๊ส/สวมรองเท้าที่ใส่สบาย สามารถวิ่งได้/สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดทุกส่วนของผิวหนัง เพื่อป้องกันแดดและสเปรย์พริกไทย/เตรียมผ้าพันคอสำหรับชุบน้ำเปล่า น้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู เพื่อปิดปาดและจมูก หากมีการฉีดสารเคมีในพื้นที่ชุมนุม/เตรียมเสื้อผ้าสำรองใส่ไว้ในกระเป๋า เตรียมหมวกเพื่อกันแดดและสารเคมีอื่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

ไม่ควรใส่คอนแท็กเลนส์ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองหากมีการปนเปื้อนสารเคมี/ไม่ควรสวมใส่เครื่องประดับ เนคไท และควรมัดผม (ที่ยาว) อยู่เสมอ/ไม่ควรไปคนเดียว ควรไปกับกลุ่มเพื่อที่รู้จักกันอย่างดี

เมื่อจะต้องเผชิญกับแก๊สน้ำตา

เตรียมหน้ากากกันแก๊ส หากไม่มีสามารถใช้แว่นตานิรภัยและผ้าพันคอแทนได้/ไม่ทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เนื่องจากส่วนผสมนี้อาจทำปฏิกิริยากับสารเคมีได้/ทำใจให้สงบ หายใจลึกๆ อย่าแตกตื่น/สั่งน้ำมูก บ้วนปาก ไอและบ้วนน้ำลายออกมา

ห้ามกลืน/ถอดคอนแท็กเลนส์ออกด้วยมือที่สะอาด/อย่าขยี้ตาเพราะแก๊สน้ำตาอาจเข้าไปในตาได้/ใช้น้ำยาล้างตา โดยใช้น้ำเปล่าผสมยาแอนตาซิด (antacid) ชนิดเหลว โดยเป็นชนิดที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminum hydroxide) หรือแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide) เท่านั้น

สนับสนุนโดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexygaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot , Slot game , Joker slot , Joker slo

ป้ายกำกับ:

Related Post

ไฮไลท์สวยโรแมนติกที่ไม่ควรพลาด!ไฮไลท์สวยโรแมนติกที่ไม่ควรพลาด!



หากคุณเป็นอีกคนที่มีจิตวิญญาณของนักเดินทางอย่างเต็มเปี่ยม มีเวลาว่างเป็นไม่ได้ จะต้องหาทริปสนุกๆ แล้วแพ็คกระเป๋าเตรียมไปท่องเที่ยวอยู่ตลอด