เหตุผลที่ทำไมตลาดต้องซื้อขายนักเตะแค่ 2 ฤดูกาล




เหตุผลที่ทำไมตลาดต้องซื้อขายนักเตะแค่ 2 ฤดูกาล

เหตุผลที่ทำไมตลาดต้องซื้อขายนักเตะแค่ 2 ฤดูกาล ระบบตลาดซื้อขายนักเตะฤดูหนาวในปัจจุบัน ถือเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในวงการฟุตบอล และมีอายุไม่ถึง 20 ปี เท่านั้น แถมเมื่อก่อนยังไม่มีแม้แต่ตลาดนักเตะฤดูร้อน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้นักเตะสามารถย้ายทีมได้ตลอดเวลา เว้นแค่ไม่กี่เดือนก่อนปิดฤดูกาล

ตลาดหน้าร้อนหน้าหนาว 

คดีบอสแมน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นและเอเยนต์มีพลังมากขึ้น พวกเขาสามารถย้ายทีมได้โดยไม่มีเงื่อนไขหลังหมดสัญญา แถมยังสามารถต่อรองเรียกเงินในการเซ็นสัญญากับทีมใหม่ หรือขอเพิ่มค่าเหนื่อยก่อนหมดสัญญาเพื่อจะได้ไม่เสียพวกเขาไปแบบไร้ค่าตัว winner55

นอกจากนี้ หลังจากนั้นยูฟ่ายังได้ยกเลิกกฎ 3+2 ที่ก่อนหน้านั้นทุกทีมสามารถส่งผู้เล่นต่างชาติลงในการแข่งขันของยูฟ่าได้ไม่เกิน 3 คน และผู้เล่นจากอคาเดมีอีก 2 คน มาเป็นสามารถส่งผู้เล่นจากชาติอียูได้ไม่จำกัด ที่ทำให้เกิดการซื้อนักเตะนอกประเทศมากขึ้น UFABET

ทำให้หลังจากนั้นตลาดนักเตะกลับมาคึกคัก มีผู้เล่นชื่อดังมากมายที่ได้ประโยชน์จากกฎบอสแมน ไม่ว่าจะเป็น เอ็ดการ์ ดาวิดส์ที่ย้ายจาก อาหยักซ์ อัมเตอร์สดัมไปเอซี มิลาน หลุย เอ็นริเก ที่ปฏิเสธสัญญาฉบับใหม่กับเรอัล มาดริด เพื่อไปเล่นให้กับคู่แข่งอย่าง บาร์เซโลนา หรือ สตีฟ แม็คมานามาน ที่ย้ายจากลิเวอร์พูลไปเรอัล มาดริด ที่กลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกที่ใช้กฎนี้ 

อย่างไรก็ดี ด้วยการย้ายทีมอย่างอิสระ ที่สามารถย้ายไปทีมไหน หรือเมื่อไรก็ได้ บวกกับอำนาจในการต่อรองของนักเตะและเอเยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้ตลาดนักเตะเกิดการปั่นป่วน ทำให้แนวคิดที่จะใช้ระบบ “ตลาดนักเตะฤดูร้อน-ฤดูหนาว” เกิดขึ้นมา

อันที่จริงระบบนี้ถูกใช้ในบางประเทศของยุโรปอยู่แล้ว และเคยถูกนำเสนอในพรีเมียร์ลีกมาตั้งแต่ปี 1992 แต่ก็ถูกตีตกไป ก่อนที่มันจะถูกพูดถึงในการประชุม 9 ลีกใหญ่ของยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วย อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ฮอลแลนด์ โปรตุเกส เบลเยียม และ สก็อตแลนด์ โดยหวังที่จะบังคับใช้ระบบไปทั่วทั้งทวีปให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 

“มันจะช่วยควบคุมพวกเอเยนต์ที่คอยเร่ขายนักเตะของตัวเองไปเรื่อยๆ และผมคิดว่ามันจะทำให้สโมสรเริ่มวางแผนไปข้างหน้าอย่างถูกต้อง ผมคิดว่ามันสมเหตุสมผลมากเลย” ปีเตอร์ ลีเวอร์ หัวหน้าผู้บริหารของพรีเมียร์ลีกกล่าวเมื่อปี 1998 

แน่นอนว่า ยูฟ่า ก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ พวกเขามองว่า เอเยนต์ มีอำนาจมากเกินไป และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั้งในเรื่องค่าเหนื่อย ค่าย้ายทีม รวมไปถึงการค่าเซ็นสัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมากหลังคดีบอสแมน 

“เราต้องแนะนำระบบนี้ไปทั่วยุโรป เพื่อป้องกันความสับสนอันเนื่องมาจากบอสแมน” เกฮาร์ด อักเนอร์ เลขาธิการของยูฟ่ากล่าวเมื่อปี 1998 

“มันเป็นทางที่ดีในการจำกัดขอบเขตพลังของนักเตะและเอเยนต์ที่รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถย้ายทีมได้ในช่วงเวลาพิเศษ” จอห์น บาร์นเวลล์ หัวหน้าสมาคมผู้จัดการทีมลีกอังกฤษ หรือ LMA กล่าวเสริม  

ในขณะที่ ลีเวอร์ กล่าวว่า “มันเป็นความรู้สึกที่เราต้องการความกลมเกลียวกันทั่วยุโรป เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและบางอย่างเราจะคุยกันต่อไป”

อย่างไรก็ดี แม้หลังจากนั้น อังกฤษ จะคัดค้านหลังการลาออกของ ลีเวอร์ รวมไปถึงเยอรมันที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่สุดท้ายยูฟ่าก็พยายามผลักระบบนี้ อย่างจริงจัง 

จนในที่สุดมันได้ถูกใช้ประกาศใช้ทั่วยุโรปอย่างเป็นทางการได้ในฤดูกาล 2002-2003 ในชื่อ “Transfer Window” หรือช่วงตลาดซื้อขายนักเตะ โดยจะแบ่งเป็นสองช่วงคือ หน้าร้อนจะเริ่มตั้งแต่จบฤดูกาล (โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม) ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม และหน้าหนาวเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงสิ้นเดือนมกราคม

รักษาไว้หรือยกเลิก? 

แม้ว่าช่วงตลาดนักเตะหน้าร้อนหน้าหนาว จะประกาศบังคับใช้มาเกือบ 20 ปี แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ยอมรับในระบบนี้ พวกเขามองว่าไม่เพียงแต่ไม่ช่วยจำกัดอำนาจในการต่อรองของเอเยนต์ แต่ยังทำให้เกิดการเซ็นสัญญาผู้เล่นแพงเกินเหตุ โดยเฉพาะในวันสุดท้ายก่อนตลาดปิดที่เรียกว่า Panic Transfer ที่เคยทำให้ แอนดี แคร์โรลล์ มีค่าตัวสูงถึง 35 ล้านปอนด์มาแล้ว 

“คุณอาจจะสงสัยว่าเรามีสิทธิ์จริงหรือเปล่ากับช่วงตลาดซื้อขาย มันง่ายกว่าถ้ามันเปิดตลอดเวลา และบางทีอาจจะยุติธรรมกว่าสำหรับนักเตะ” สเวน โกรัน อีริคส์สัน กล่าวกับ Sky Sports 

“ผมแน่ใจมากว่าธุรกิจที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นในวันสุดท้ายมันค่อนข้างจะอันตราย และนั่นมันไม่ถูกต้อง ผมคิดว่ามันอาจจะดีกว่าเก่าเมื่อครั้งอดีต แต่ตอนนี้ผมแก่ตัวลง และพบว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น” 

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังถูกวิจารณ์ว่าทำให้นักเตะเสียสมาธิ ในช่วงที่ตลาดเปิดควบคู่กับการแข่งขันที่กำลังดำเนินอยู่ และไม่สามารถลงเล่นให้ทีมได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่ อลัน พาร์ดิว อดีตกุนซือนิวคาสเซิล เคยไม่พอใจอาร์เซนอล ที่ยื่นซื้อ โยฮัน กาบาย ก่อนลงเตะกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในตอนที่กำลังเปิดฤดูกาล 2013-14 

“ทำไม (อาร์เซนอล) ถึงไม่เคารพเรา และมันจะเป็นเกียรติมากถ้ารอจนถึงวันอังคารตอนเย็น ซึ่งผมไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ค่อนข้างชัดเจนว่าผมเสียใจเรื่องนี้” พาร์ดิวกล่าวกับ BBC เมื่อปี 2013  
  
“มันจึงเกิดข้อเรียกร้องให้ตลาดนักเตะปิดก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก”  

และในฤดูกาล 2018-19 พรีเมียร์ลีก และ กัลโช เซเรียอา ก็กลายเป็นสองลีกนำร่องที่นำระบบตลาดปิดก่อนเปิดฤดูกาลมาใช้ แต่มันก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์จากกุนซือโดยเฉพาะในอังกฤษตามมา
“ผมคิดว่ามันคือความผิดพลาดของพรีเมียร์ลีกที่ยอมให้เกิดขึ้น เราเปิดประตูให้สโมสรอื่นในยุโรปเข้ามาสร้างความสับสนให้กับสมาชิกในทีมของเรา” เมาริซิโอ โปเช็ตติโน อดีตกุนซือของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ให้ความเห็นกับ BBC 

“ผมคิดว่าหลังจากผ่านไปสองฤดูกาลที่ใช้แนวทางนี้ พรีเมียร์ลีกจะตระหนักได้ว่าถ้ายุโรปไม่ได้เปลี่ยน เราต้องกลับไปใช้วิธีเดิมและเริ่มต้นใหม่เหมือนที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้” ซึ่ง เซเรียอา ได้เปลี่ยนกลับไปใช้รูปแบบตลาดแบบที่ปิดตอนสิ้นเดือนสิงหาคม เหมือนกับลีกยุโรปอื่นๆ ในฤดูกาล 2019-20 หลังใช้ระบบปิดตลาดก่อนเปิดฤดูกาลเพียง 1 ซีซั่นเท่านั้น

ในขณะที่ เจอร์เกน คล็อปป์ เฮดโค้ชของ ลิเวอร์พูล กล่าวว่า “ผมไม่สนหรอกว่ามันจะปิดเมื่อไร แต่มันต้องปิดในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นคือไอเดียอย่างแรก” 

“พวกเขาพูดว่าทำให้มันเสร็จสิ้นก่อนเปิดฤดูกาล มันเป็นความคิดที่ดี แต่แค่อังกฤษที่ทำ มันไม่สมเหตุสมผล มันเป็นไอเดียที่ดี แต่ใช้งานไม่ได้” 

ทำให้มันยังเป็นคำถามเรื่อยมาว่าสุดท้ายแล้วระบบตลาดนักเตะฤดูร้อนฤดูหนาว ส่งผลดีหรือผลเสียมากกว่าต่อวงการฟุตบอล รวมไปถึงควรมีอยู่หรือยกเลิกกลับไปใช้ระบบเดิมที่สามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระโดยไม่จำกัดเวลา 

อ่านเนื้อหาที่น่าสนใจเพิ่มเติม : ที่นี่

สนับสนุนเนื้อหาโดย :   Sa gaming Sexy Baccarat , joker slot 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Related Post

วิธีลดกลิ่นปาก จากบรรดาของเหม็น ๆวิธีลดกลิ่นปาก จากบรรดาของเหม็น ๆ



อาหารไทยใส่เครื่องปรุง และ เครื่องเทศมากมาย ที่ทำให้มีรสชาติอร่อย และ เข้มข้น แต่ก็ต้องแลกมากับ กลิ่นอันรุนแรง