9 ทักษะเบื้องต้นในการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์




9 ทักษะเบื้องต้นในการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์

9 ทักษะเบื้องต้นในการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ หลายครั้งเราหลายคนมีโจทย์หรือความตั้งใจไว้ว่า อยากว่ายน้ำให้เร็ว จึงเริ่มฝึกซ้อมว่ายน้ำ โดยพุ่งความสนใจในความเร็วเป็นหลัก แต่หลายครั้ง หลายตำรา หลายครูบาและอาจารย์ ก็ได้คอยออกมาย้ำเตือนให้เราได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่ว่า “ความเร็วจะเกิดขึ้น เมื่อเราว่ายด้วยสโตรคที่ถูกต้องและเหมาะสม”

“No matter how strong and fit you are, if you don’t have the proper technique, then you won’t go fast. ไม่ว่าคุณจะแข็งแรงและแข็งแกร่งเพียงใด ถ้าคุณไม่มีเทคนิคในการว่ายน้ำที่ดี คุณจะไม่มีทางว่ายน้ำได้เร็ว”winner55

หรือหากพูดในแง่ของวิทยาศาสตร์ก็คือ “เมื่อเราว่ายในท่าที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ก็จะทำให้แรงที่เราได้ออกไปนั้นเกิดประสิทธิภาพในการผลักดันตัวเราให้เคลื่อนที่ผ่านน้ำไปได้มาก และตัวเราก็จะมีแรงต้านที่น้อยเมื่อเราจัดระเบียบร่างกายได้ดีขณะกำลังว่ายน้ำ” หรือสำหรับหลายๆท่านก็จะได้ยินเป็นประจำว่า “ท่าว่ายที่ถูกต้องและเหมาะสมจะนำมาซึ่งการลดแรงต้าน เพิ่มแรงส่งในการว่ายน้ำของคุณ”UFABET

สำหรับกีฬาว่ายน้ำ ทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหว, การเคลื่อนที่ของแขน, การเคลื่อนที่ของขา, จังหวะในการหายใจ และสโตรคท่าว่ายที่ให้ประสิทธิภาพและความเร็วสูงสุด นอกจากนั้นการกระโดดออกตัวก็มีบทบาทสำคัญในการการว่ายน้ำอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อคุณได้ผ่านการเรียนรู้ทักษะการว่ายน้ำระดับพื้นฐาน และรู้สึกมั่นใจในการเคลื่อนที่ไปในน้ำแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะสามารถเริ่มบทเรียนพื้นฐานท่าว่ายได้ อย่างเช่น ท่าฟรีสไตล์และท่ากบ

ต่อไปนี้คือทักษะเบื้องต้น 9 อย่างที่มีบทบาทต่อการว่ายท่าฟรีสไตล์

1. การหายใจ

ทักษะพื้นฐานของการว่ายน้ำที่มักถูกมองข้าม คือ ทักษะในการหายใจ โดยหากคุณไม่สามารถทำท่าหายใจได้ดี คุณจะพบว่าคุณไม่สามารถทำวางตัวในท่าทางที่ลู่น้ำ (streamline) ได้ รวมถึงไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของคุณได้ดี ซึ่งพื้นฐานก็คือ การพ่นลมออกผ่านทั้งจมูกและปาก เมื่อใบหน้าอยู่ในน้ำ จากนั้นบิดหน้าขึ้นด้านข้าง (สำหรับท่าฟรีสไตล์) แล้วทำการหายใจเข้าให้เต็มที่ ก่อนจะบิดใบหน้าลงในน้ำ ในหนังสือ “Swimming: Steps to Success,” ของ David G. Thomas แนะนำวิธีฝึกบิดหน้าหายใจไว้ว่า ให้ฝึกด้วยการยืดแขนข้างหนึ่งจับขอบสระ ส่วนมืออีกข้างวางไว้ข้างลำตัว แล้วทำการฝึกบิดหน้าขึ้นด้านข้างเพื่อหายใจ

2.การไหลร่อน (Gliding)

โค้ช Ian Cross แนะนำไว้ว่า การไหลร่อนไปในน้ำ คือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต้องฝึกให้ชำนาญ ก่อนที่จะก้าวไปฝึกเตะขา และตะกุยน้ำ การไหลร่อนไปในน้ำจะช่วยให้คุณได้รับรู้ถึงความรู้สึกของการพุ่งทะลุน้ำไปข้างหน้า ให้พยายามเริ่มฝึกด้วยการออกจากผนังสระเบาๆ ในท่าแขนเหยียดตรงเหนือศีรษะ และคว่ำหน้ามองที่พื้น และไหลร่อนไปจนกว่าจะรู้สึกได้ว่าความเร็วเริ่มตก

3.การใช้ปลายนิ้วมือสัมผัสน้ำเป็นส่วนแรก

มือของคุณจะต้องทำการเสียบทะลุผิวน้ำเป็นส่วนแรกของร่างกาย ตามด้วยข้อศอก หลายคนมักละเลยหรือไม่ได้ทำการตั้งศอกให้มากพอ นั่นทำให้ท่อนแขนทั้งท่อนของคุณสัมผัสน้ำพร้อมๆกันในตอนวางมือ ซึ่งจะเกิดการต้านน้ำเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้ปลายมือเสียบทะลุน้ำตามด้วยข้อศอก นอกจากนั้นในการวางแขนตรงๆลงน้ำ จะทำให้คุณเริ่มจังหวะดึงน้ำให้มีประสิทธิภาพได้ยากมาก

4.วางมือให้อยู่ในแนวกลาง

ในการวางมือของท่าฟรีสไตล์และกรรเชียงนั้น คุณจะต้องไม่วางเกินแนวเส้นกลางตัว กล่าวคือ มือซ้ายต้องไม่วางล้ำไปทางซีกขวา และเช่นเดียวกับที่มือขวาต้องวางไม่ล้ำมาทางซีกซ้าย และจะต้องไม่วางออกไปกว้างจนเกินไป โดยทั่วไปเราจะวางมือให้อยู่ในแนวตรงกับหัวไหล่ เพราะหากคุณวางมือข้ามแนวเส้นกลางตัวไป คุณก็จะเคลื่อนที่แบบซิกแซก เลื้อยไปซ้ายที ขวาที

จุดสังเกต : ในการเริ่มฝึกท่า เราอาจมีแบบฝึกแบบวางมือชนกัน แต่เมื่อคุณเริ่มชำนาญก็จะต้องระลึกให้ดีถึงการวางมือในแนวหัวไหล่เป็นอย่างน้อย และใช้การกลิ้งตัวเข้าช่วยด้วย และในระดับสูง คุณก็จะต้องพัฒนาความแข็งแรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดึง ด้วยการวางมือกว้างจากแนวหัวไหล่ไปเล็กน้อย

5.วางไกลให้สุดแขน

เมื่อคุณวางมือลงในน้ำ คุณจะต้องทำการเหยีวดตัว, ยืดตัว และเอื้อมไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งคุณจะได้ระยะทางเพิ่มขึ้น 2-3 นิ้วในทุกๆสโตรค และทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างมาก ทั้งในการแข่งขันว่ายน้ำ และการแข่งไตรกีฬา

6. การกลิ้งตัว

เมื่อคุณทำการกลิ้งตัว คุณจะสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลขึ้นในแต่ละสโตรค อีกทั้งยังช่วยเสริมแรงในจังหวะที่คุณทำการดึงน้ำด้วย และด้วยการกลิ้งตัวนี้จะทำให้กล้ามเนื้อปีก, กล้ามเนื้อหน้าอก และกล้ามเนื้อลำตัวได้ออกแรงผสานกับกล้ามเนื้อหัวไหล่  ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บของหัวไหล่ได้

7.ตั้งศอกให้สูง

ในการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์นั้น เมื่อคุณตั้งศอกให้สูงในจังหวะเหวี่ยงแขนกลับมาด้านหน้า จะทำให้มือของคุณวางลงในน้ำในมุมที่เหมาะสม และดึงน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องแขนของคุณ (หรือแขนท่อนบน) อยู่ในตำแหน่งที่สามารถดึงน้ำได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดแรงต้านภายในน้ำได้อีกด้วย

8.วางมือสบายๆ อย่าได้เกร็ง

เมื่อคุณวางมือสบายๆ จะทำให้ฝ่ามือของคุณมีพื้นที่ในการสัมผัสน้ำมากที่สุด เวลาว่ายน้ำไม่ควรเกร็งนิ้วมือให้ชิดติดกัน เพราะจะทำให้แขนของคุณเกร็งไปด้วย ส่งผลให้สูญเสียพลังงาน

9. ปรับเปลี่ยนจังหวะในการเตะเท้า ไปตามระยะทางที่คุณว่าย

สำหรับการว่ายน้ำระยะ 50 เมตร, 100 เมตร และ 200 เมตร คุณควรจะเตะเท้าให้มากเท่าที่จะทำได้ เพราะว่ารายการเหล่านี้คือรายการว่ายในระยะสั้น ที่ไม่จำเป็นต้องเก็บพลังงานจากการเตะเท้ามาเพื่อใช้ในการว่าย ซึ่งต่างจากการว่ายในระยะยาว เช่น 800 เมตร, 1500 เมตร และ 5 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตร ในการว่ายระยะมาราธอน

หรือการแข่งขันคนเหล็ก (ironman) ที่คุณควรจะเตะขาให้น้อยลง เพื่อประหยัดพลังงานไว้ โดยทั่วไปก็จะใช้หลักการเตะเท้าในจังหวะ 2 ครั้ง (ภาษาอังกฤษเรียกว่า two-beat kick) หรือ การเตะเท้า 2 ครั้งต่อการใช้แขนท่าฟรีสไตล์ครบ 2 ครั้ง นั่นเอง

อ่านเนื้อหาที่น่าสนใจเพิ่มเติม : ที่นี่

ตอนรแกสนับสนุนเนื้อหาโดย :   Sa gaming Sexy Baccarat , joker slot 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Related Post