John Stuart Mill มาทำความรู้จักกับนักปรัชญาชื่อดังกันเถอะ

John Stuart Mill มาทำความรู้จักกับนักปรัชญาชื่อดังกันเถอะ

แนวคิดของ จอห์น สจ๊วต มิลล์ ( John Stuart Mill ) คือ ปรัชญาประวัติศาสตร์ เขาเชื่อความก้าวหน้าของสังคม ว่ารู้ได้จาก ประวัติศาสตร์ว่า มนุษย์เปลี่ยนจากสังคมที่โหดร้าย ไปสู่สังคมที่มีอารยธรรมได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ สามารถเกิดได้จาก จังหวะที่แตกต่างในสังคมต่างๆ และความก้าวหน้านั้น มีระเบียบแบบแผนและลำดับ ซึ่งกำหนดได้ว่าสังคมควรต้องไปในทิศทางไหน ทำอะไรต่อไป เพื่อให้ก้าวไปถึงระดับต่อไปได้ winner55

และปรัชญาประวัติศาสตร์นี้เข้าใจกันว่า เป็นปรัชญาของความก้าวหน้าของสังคม และเป็นสิ่งพื้นฐานของการเมืองในทางปฏิบัติ และเขากล่าวว่า พื้นฐานของสังคม มีสองระดับ คือ ภาวะที่เป็นธรรมชาติ และที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งภาวะธรรมชาติ ได้แก่ สังคมที่ผู้เหมาะสม ที่จะปกครองจะได้เป็นผู้ปกครอง

ตรงกันข้าม กับช่วงเปลี่ยนผ่าน คนที่ไม่สมควร จะเป็นคนที่มีอำนาจ แต่ภาวะธรรมชาติ จะโดนทำลายจาก การมีผู้นำคนใหม่ขึ้นมามีอำนาจ จะทำให้เกิดทะเลาะกันระหว่าง ผู้นำเก่าและผู้นำใหม่ แต่เขาคิดว่า ไม่มีภาวะของสังคมไหน ที่น่าพึงพอใจ เว้นแต่ว่า คนที่เหมาะสมจะเป็นคนที่ปกครองในสังคมนั้น

          แนวคิดต่อมา มิลล์ ( John Stuart Mill )สนใจข้อคัดค้านของเบ็นแธมที่ว่า อรรถประโยชน์นิยมมีภาพที่เลวเกี่ยวกับชีวิตมนษย์ ไม่ได้แยกแยะชีวิตที่เหมาะสม สำหรับสัตว์ต่างๆ ออกจาก สิ่งที่เหมาะกับมนุษย์ มิลล์จึงโตต้อบข้อคัดค้านนี้ และประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญ กับปรัชญาการเมืองของมิลล์ 3 ข้อ ได้แก่

1. เชื่อมโยงกับทฤษฎีความก้าวหน้าของมนุษย์ สังคมที่คนหาความพึงพอใจมากกว่า จะมีความก้าวหน้าทางอารยธรรมากกว่า ดังนั้น การส่งเสริมการหาความพึงพอใจ จึงเป็นการส่งเสริมความก้าวหน้าของสังคม

2. การฝึกให้คนมีความพึงพอใจที่สูง จะต้องมีสังคมที่เป็นเสรีภาพ ดังนั้น เขาจึงคิดว่าสังคมที่เป็นอิสระเท่านั้น จึงจะมีความเป็นอารยะที่แท้จริง

3. มนุษย์สามารถอยู่ด้วยกัน อย่างยุติธรรมมากกว่า เพราะลักษณะของบุคคล คือลักษณะที่จำเป็น ต่อการเข้าถึงรูปแบบที่ดีที่สุด ของการจัดองค์กรการเมือง และมนุษย์ต้องมีความเป็นกลางเพื่อที่จะมีศีลธรรมที่แท้จริง เป็นพลเมืองดีของรัฐ

          ในด้านทฤษฎีจริยธรรมของมิลล์ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง มิลล์มองว่าปัจเจกบุคคลต้องมาก่อนรัฐ แต่ต้องเป็นปัจเจกบุคคล ในแบบที่แต่ละคนเป็น และปัจเจกบุคคลนั้น ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม ในสังคมที่มีการจัดองค์กรที่ดี สังคมควรที่จะมีเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้มนุษย์สามารถ พัฒนาความสามารถของตนได้ มิลล์มองอีกว่า ชีวิตที่ขยันขันแข็ง มีความสูงส่งในด้านศีลธรรม มากว่าชีวิตที่เชื่อฟังในเกือบทุกด้านของมนุษย์

จึงหมายความว่า รัฐบาลควรสนับสนุน การมีส่วนร่วมของพลเมือง ถึงแม้จะมีปัญหาตามมาบ้าง ยังดีกว่ารัฐบาลที่เป็นระเบียบเรียบร้อย และส่งเสริมให้พลเมืองของตน เชื่อฟังต่อคำบัญชา

          สิ่งที่มิลล์ขยาย ขอบเขตเรื่องปรัชญาการเมืองออกไป โดยการนำคำถามเก่าที่ว่า รัฐบาลดำรงอยู่โดยธรรมชาติ หรือโดยขนบประเพณี มิลล์ปฏิเสธทั้งสองแนวทางนี้ แต่เขาชี้ว่า รัฐบาลดำรงเพื่อ รักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อให้สังคมก้าวหน้า ทฤษฎีทางศีลธรรมของมิลล์ จึงเป็นรากฐานให้ทฤษฎีการเมือง

ซึ่งมิลล์ยอมรับว่า รัฐบาลต้องดูแลชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ต้องเริ่มจาก การเรียนรู้อะไรที่ง่ายที่สุดก่อน เพราะความรู้ ที่มาจากความรู้คนอื่น ไม่ถือว่าเป็นความรู้ จึงจะต้องมีความรู้เบื้องต้น และรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดนั้น คือ รูปแบบนั้น สามารถเอื้ออำนวย และจำเป็นในการให้ความรู้ เพื่อที่จะให้สังคมนั้น สามารถก้าวหน้าต่อไปได้ ซึ่งรูปแบบการปกครอง ถ้ามีเงื่อนไขที่ส่งเสริมให้ประชาชนดีขึ้น ยิ่งกว่าการปกครองอื่นๆ เขากล่าวว่า สิ่งนี้คือ ระบบตัวแทนแบบต่างๆ

          การปกครองจากตัวแทน ในความคิดของมิลล์ เขาเชื่อในการปกครอง โดยคนที่เชี่ยวชาญ ซึ่งการบริหารของรัฐบาล ต้องมีทักษะที่สูง และต้องมีประสบการณ์ ได้มีการฝึกอบรมมาอย่างดี และในการปกครองแบบประชาธิปไตย อำนาจจะอยู่ในมือของประชาชน สรุปแล้ว ประชาชนสามารถควบคุมการทำงาน ของรัฐบาลในเรื่องที่ เป็นผลประโยชน์สาธารณะ ผ่านตัวแทนที่ประชาชนได้เลือก ให้เข้ามาเป็นตัวแทน

มิลล์กล่าวว่า ประชาธิปไตยในขณะนั้น มีความเข้าใจเรื่องเสียงข้างมากที่ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเสียข้างน้อยไม่มีตัวแทน ก็จะทำให้ไม่มั่นใจว่าสิทธิต่างๆ ของตัวเอง จะได้รับการคุ้มครอง และเสียงข้างมากก็จะหาผลประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้นมิลล์จึงเสนอให้มีการลงคะแนนได้มากกว่าหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ที่มีความรับผิดชอบที่มากกว่าในสังคม เขาคาดหวังว่า ผู้แทนเกือบทั้งหมด จะลงคะแนนเสียง เท่ากับผลประโยชน์ของตนเอง ในขณะที่เสียงข้างน้อยในแต่ละกลุ่มจะลงคะแนนเสียงให้กับประโยชน์ส่วนรวม (เป็นประชาธิปไตยในแง่ที่ให้ทุกคนมีเสียง และตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยตรงที่เพิ่มกำลังให้คนกลุ่มน้อยในส่วนที่เกี่ยวกับเสียงข้างมาก)

          ทฤษฎีเรื่องเสรีภาพของมิลล์ เป็นหลักคำสอนสากล เมื่อสังคมมีความสำคัญมากกว่ารัฐ ปัญหาของความก้าวหน้าอยู่ที่ การป้องกันมนุษย์ให้หลุดพ้นจากการถูกกดขี่ โดยคนที่มีพลังและความเชื่อมั่น มิลล์เชื่อว่าสิ่งที่ต้องมีคือ ทฤษฎีทางศีลธรรม สิ่งเดียวที่มีค่าสูงสุด คือ ความสุขของบุคคล และปัจเจกจะเข้าถึงความสุขของพวกเขาได้จะต้องถูกปล่อยให้มีอิสระ ในการที่หาประโยชน์ของพวกตัวเอง และด้วยความสามารถของพวกเขาเอง

สำหรับมิลล์แล้ว มนุษย์ผู้ที่เจริญคือคนที่ทำตามที่เขาเข้าใจ ดังนั้นเงื่อนไขหลักที่ทำให้สังคมก้าวหน้าได้นั้น อยู่ที่การควบคุมตัวเองในส่วนของปัจเจกในสังคม และทฤษฎีเสรีภาพของมิลล์เป็นการพยายามที่จะแจกแจงว่าการควบคุมตนนั้นมีอะไรบ้าง รัฐบาลและกลุ่มมหาชนต้องหยุดการแทรกแซงความคิด การแสดงออก หรือการกระทำของปัจเจกบุคคล นี่คือหลักพื้นฐานของเสรีภาพ

หากสนใจเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม

สนับสนุนบทความโดย Joker Game   joker game  ,  joker slot

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *